หลังจากจัดการราชกิจต่อเนื่องมาหลายวัน ในที่สุดอวิ๋นเจิงก็สะสางงานที่กองพะเนินจนเสร็จสิ้น
เขาจึงได้ใช้ชีวิตอย่างสุขสบาย ตื่นนอนเมื่อได้นอนเต็มอิ่มเสียที
ยามเช้า
เย่จื่อนอนคว่ำอยู่ข้างเตียง เอื้อมมือแตะอวิ๋นเจิงเบา ๆ “เอาละ ลุกขึ้นได้แล้ว! เป็นบิดาของลูกตั้งหลายคนแล้ว ยังจะนอนอ้อยอิ่งอยู่อีกหรือ?”
อวิ๋นเจิงหลับตาสนิท ดูราวกับยังคงหลับใหล
แต่เย่จื่อเป็นคนใกล้ชิดที่นอนเคียงหมอนกับเขา จะมองไม่ออกได้อย่างไรว่าเจ้าหมอนี่แสร้งหลับชัด ๆ
อวิ๋นชางกับอวิ๋นจิ่นตื่นแล้ว ทั้งยังถูกเสิ่นลั่วเยี่ยนเร่งรัดให้ฝึกยืนม้า ส่วนบิดาอย่างเขากลับยังนอนอ้อยอิ่งอยู่บนเตียง
ช่างไม่รู้จักอายเสียบ้างเลย!
เมื่อเห็นอวิ๋นเจิงยังคงแสร้งหลับ เย่จื่อก็เผยรอยยิ้มเจ้าเล่ห์ขึ้นมาฉับพลัน
ครู่ต่อมา เย่จื่อเด็ดเส้นผมมาปอยหนึ่ง แล้วก้มลงจ่อไว้ตรงจมูกของอวิ๋นเจิง
ขณะที่เย่จื่อกำลังจะกลั่นแกล้งเขา อวิ๋นเจิงก็ยื่นมือออกมาคว้าเอวของนางไว้ในอ้อมแขน
เย่จื่อเสียหลัก ล้มคว่ำลงบนตัวอวิ๋นเจิง
“ดีนัก กล้าแกล้งสามีหรือ คราวนี้ถูกสามีจับได้คาหนังคาเขาแล้วกระมัง?”
อวิ๋นเจิงมองเย่จื่อด้วยรอยยิ้ม มือใหญ่หยอกเย้าอยู่ตรงเอวของนาง
เย่จื่อไม่ถือสา นางจ้องอวิ๋นเจิงพลางยิ้ม “จับได้แล้วอย่างไร ท่านจะกินข้าเข้าไปหรือ?”
“ก็ไม่แน่หรอก!”
อวิ๋นเจิงยิ้มอย่างมีเลศนัย “ยามนี้เป็นเวลาฝึกฝนร่างกายยามเช้าพอดี”
“ถุย!”
เย่จื่อหน้าแดงระเรื่อ ตบอกอวิ๋นเจิงเบา ๆ แล้วเอ่ยอย่างกระเง้ากระงอด “เมื่อคืนท่านทรมานข้าเสียครึ่งค่อนคืน ฟ้าสางแล้วยังไม่รู้จักสงบอีกหรือ?”
