ฮ่องเต้เหวินกำชับเรื่องต่าง ๆ แก่อวิ๋นเจิงอยู่มากมาย ก่อนจะเดินตามอวิ๋นเจิงออกจากห้อง
หลังส่งฮ่องเต้เหวินออกจากด่านเป่ยลู่แล้ว ฉินชีหู่ก็กล่าวขอบพระทัยฮ่องเต้เหวินอีกครั้ง
“อย่ามาเล่นละครต่อหน้าเรา!”
ฮ่องเต้เหวินเตะฉินชีหู่ด้วยความหงุดหงิด ก่อนกล่าวหน้าบึ้งว่า “เราช่วยขจัดความกังวลใจของเจ้าไปแล้ว จงช่วยเหลือเหล่าลิ่วตีเป่ยหวนให้ดี! หากเจ้าสองตัวบัดซบยังตีเป่ยหวนให้ยอมสยบไม่ได้ เราจะตีพวกเจ้าให้ยอมสยบเอง!”
“พ่ะย่ะค่ะ!”
ทั้งสองขานรับพร้อมกัน
“ไสหัวกลับไปได้แล้ว!”
ฮ่องเต้เหวินโบกมือไล่ทั้งสองอย่างไม่สบอารมณ์ “เราจะรอฟังข่าวดีของพวกเจ้าที่เมืองหลวง!”
กล่าวจบ ฮ่องเต้เหวินก็คร้านจะพูดกับทั้งสองต่อ จึงพลิกกายขึ้นม้าอย่างรวดเร็ว
โจวไต้และคนอื่น ๆ คารวะอวิ๋นเจิงอย่างเรียบง่าย แล้วพลิกกายขึ้นม้าตามไปอย่างรวดเร็ว
ไม่นาน ฮ่องเต้เหวินก็พาองครักษ์หน้าพระที่นั่งจำนวนหนึ่งออกเดินทาง
เมื่อเห็นฮ่องเต้เหวินจากไป ทุกคนก็คำนับอีกครั้ง
“พี่ฉิน จงคัดทหารหนึ่งหมื่นนายจากด่านเป่ยลู่ไปยังแนวหน้า แล้วนำไปด้วยตัวท่านเอง ถือโอกาสพาภรรยาและบุตรกลับติ้งเป่ยด้วย ข้าจะไปรับเมี่ยวอิน!” อวิ๋นเจิงสั่งฉินชีหู่ ก่อนหันไปมองจั่วเริ่น “เมื่อเปิดแนวป้องกันฟู่โจวแล้ว ผู้คนที่เข้าออกด่านเป่ยลู่ย่อมเพิ่มขึ้น ต้องตรวจสอบคนและสิ่งของที่ผ่านเข้าออกด่านเป่ยลู่อย่างเข้มงวด เพื่อป้องกันเรื่องไม่คาดฝัน!”
จั่วเริ่นมองอวิ๋นเจิงด้วยสีหน้ากลืนไม่เข้าคายไม่ออก “ท่านอ๋อง ให้ข้าน้อยไปบัญชาการทัพที่แนวหน้าด้วยเถิด! ข้าน้อย...”
“ย่อมมีวันที่ให้เจ้านำทัพออกรบ! ยามนี้จงรักษาด่านเป่ยลู่ให้ดีเสียก่อน!” อวิ๋นเจิงกล่าวอย่างจริงจัง “ความสำคัญของด่านเป่ยลู่ เจ้าและข้าต่างรู้ดี หากด่านเป่ยลู่เกิดเรื่อง คนที่อยู่แนวหน้าทั้งหมดก็ย่อมไม่อาจวางใจ!”
