เมื่อกลับถึงค่ายใหญ่ อวิ๋นเจิงก็เรียกเหล่าแม่ทัพมาประชุมทันที แล้วส่งข่าวด่วนของเจิงกวงให้ทุกคนดู
“เช่นนั้นพวกเราจะบุกก้งปู้ยามฟ้าสางวันพรุ่ง!”
เมื่อเข้าใจสถานการณ์ เซียวติ้งอู่ก็ตัดสินใจโดยไม่ลังเล
พวกเขาต้องยึดก้งปู้ให้ได้โดยเร็ว
มิฉะนั้น หากกองหนุนจากนครหลวงซีฉวีมาถึง พวกเขาอาจตกเป็นฝ่ายเสียเปรียบ
ขอเพียงยึดก้งปู้ได้ก่อนกองหนุนของศัตรูมาถึง พวกเขาก็จะเปลี่ยนจากฝ่ายบุกเป็นฝ่ายตั้งรับได้ ส่วนทหารม้าชั้นยอดหนึ่งหมื่นนายในมือฉินชีหู่ก็จะได้แสดงบทบาทสำคัญยิ่งขึ้น
“ได้!”
อวิ๋นเจิงพยักหน้า “นอกจากนี้ ลองคิดดูอีกทีว่าแผนบุกของพวกเจ้าจะปรับปรุงให้รัดกุมขึ้นได้หรือไม่ ตั้งแต่บัดนี้เป็นต้นไป ทหารหนึ่งหมื่นนายของฉินชีหู่ก็ขึ้นกับคำสั่งของเจ้าด้วย!”
ทหารของฉินชีหู่งั้นหรือ?
เซียวติ้งอู่ชะงักไปครู่หนึ่ง ก่อนก้มหน้าครุ่นคิด
เขารู้ดีว่าอวิ๋นเจิงเอ่ยถึงทหารของฉินชีหู่ ย่อมต้องมีเหตุผล
แต่ทหารของฉินชีหู่กำลังเผชิญหน้ากับกองหนุนอีกกองที่ข้ามแม่น้ำมา พวกเขาจะบุกตีเมือง แล้วจะเรียกทหารของฉินชีหู่มาทำอันใด?
ในมือเขายังมีทหารเกือบสองหมื่นนาย
กองกำลังของเจิงกวงก็ยังมีทหารอีกหนึ่งหมื่นนาย
คงไม่จำเป็นต้องใช้ทหารม้าชั้นยอดบุกตีเมืองกระมัง?
ขอเพียงฉินชีหู่จับตากองหนุนของศัตรูที่ข้ามแม่น้ำมา ไม่ให้กองกำลังนั้นฉวยโอกาสจู่โจมพวกเขาระหว่างบุกตีเมือง ก็พอแล้วมิใช่หรือ?
เซียวติ้งอู่ครุ่นคิดอย่างหนัก ไม่นานนัก แววตาก็เผยความกระจ่าง
“ท่านอ๋องคิดจะฉวยโอกาสกำจัดกองหนุนของศัตรูด้วยหรือ?”
ครู่ถัดมา เซียวติ้งอู่ก็เงยหน้าขึ้นฉับพลัน
