การตัดสินใจของจ้าวเลี่ยทำให้อวิ๋นเจิงยินดีอย่างยิ่ง
เจียวลู่ได้วางแบบอย่างให้หนานเจ้าและอวี้หนานแล้ว
บัดนี้ แรงกดดันจึงตกไปอยู่ที่หนานเจ้าและอวี้หนาน
รอจ้าวเลี่ยส่งคนไปยังเมืองหลวงเพื่อถวายฎีกาขอสวามิภักดิ์ เมื่อข่าวนี้แพร่สะพัดออกไป ก็ถึงคราวดูท่าทีของหนานเจ้าและอวี้หนานแล้ว
หลังเขียนจดหมายฉบับหนึ่งและสั่งให้คนนำกลับไปยังเมืองหลวง อวิ๋นเจิงกับพวกก็ออกเดินทางต่อ
ระหว่างทาง ฉินชีหู่ตื่นเต้นยิ่งกว่าอวิ๋นเจิงเสียอีก เอาแต่พึมพำว่า “ศึกเดียวกำราบสี่แคว้น”
หากไม่รู้มาก่อน คงนึกว่าพวกเขาผนวกสามแคว้นศักดินากับซีฉวีเข้ามาอยู่ในแผ่นดินต้าเฉียนแล้ว!
หลังเดินทัพมา 2 วัน ในที่สุดอวิ๋นเจิงกับพวกก็พบกับกองทัพที่เซียวติ้งอู่นำทัพอยู่ ณ แนวชายแดนทางตะวันตกเฉียงเหนือของเจียวลู่
ขณะนี้เซียวติ้งอู่กับพวกยังไม่ได้เข้าประจำการในโหลวผิง เมืองป้อมสำคัญทางตะวันตกเฉียงเหนือของเจียวลู่ แต่ตั้งค่ายอยู่ในหุบเขาใหญ่แห่งหนึ่ง ห่างจากโหลวผิงราว 20 ลี้
เมื่อทราบว่าอวิ๋นเจิงกับพวกมาถึง เซียวติ้งอู่ก็พาเซียวจี้อันกับแม่ทัพอีก 2 นายออกจากค่ายมาต้อนรับทันที
“ข้าน้อยคารวะองค์ชาย คารวะฮูหยินเมี่ยวอิน!”
พวกเขาประสานมือคารวะอวิ๋นเจิงกับเมี่ยวอินพร้อมกัน
“ไม่ต้องมากพิธี!”
อวิ๋นเจิงยิ้ม “เอาละ เข้าค่ายก่อนค่อยว่ากัน!”
“พ่ะย่ะค่ะ!”
เซียวติ้งอู่ถอยไปด้านข้าง “องค์ชาย ฮูหยินเมี่ยวอิน เชิญพ่ะย่ะค่ะ!”
อวิ๋นเจิงกับเมี่ยวอินเพิ่งก้าวไปข้างหน้าได้ 2 ก้าว ฉินชีหู่ก็ถลึงตากลมโตใส่เซียวติ้งอู่ “ศิษย์อกตัญญู ไม่เชิญอาจารย์หรือ?”
