เช้าวันรุ่งขึ้น ฮ่องเต้เหวินก็พาทุกคนมุ่งหน้าไปยังเมืองซานเปียนโดยตรง
ในเมื่อฮ่องเต้เหวินเสด็จมาถึงซั่วเป่ยแล้ว ย่อมต้องไปชมเมืองซานเปียนที่ทรงคะนึงถึงอยู่ทุกเมื่อเชื่อวัน
แม้เมืองซานเปียนในยามนี้จะไม่ใช่เมืองซานเปียนในวันวานอีกต่อไปแล้วก็ตาม
เมื่อฮ่องเต้เหวินยืนกรานจะไป ทุกคนก็ย่อมขัดขวางไม่ได้
หลังออกจากด่านเป่ยลู่ ในที่สุดฮ่องเต้เหวินก็ได้ขึ้นขี่ม้าของหูเจี๋ย
ต้องบอกว่าม้าของหูเจี๋ยขี่สบายจริง ๆ!
ฮ่องเต้เหวินทอดถอนใจอยู่ในพระทัย
“ปันปู้ตายแล้วจริงหรือ?”
ระหว่างทาง ฮ่องเต้เหวินถามอวิ๋นเจิงอีกครั้ง
“ยืนยันได้ว่าตายแล้วพ่ะย่ะค่ะ”
อวิ๋นเจิงพยักหน้าตอบ
“น่าเสียดายจริง ๆ!”
ฮ่องเต้เหวินมีสีหน้าเสียดายยิ่งนัก ทรงส่ายพระพักตร์ไปมาแล้วตรัสว่า “เรายังอยากเห็นหัวของปันปู้อยู่เลย!”
“……”
เมื่อได้ยินเช่นนั้น อวิ๋นเจิงก็อดบ่นในใจเงียบ ๆ ไม่ได้
ปันปู้ตายไปตั้งนานแล้ว!
ถึงขุดศพปันปู้ขึ้นมาให้ พระองค์ก็ไม่เอาหรอก!
ตาเฒ่าผู้นี้ช่างอาฆาตแค้นยิ่งนัก!
ยามบ่าย พวกเขาก็พบกับฮูหยินเสิ่นและคนอื่น ๆ ซึ่งกำลังมุ่งหน้าไปยังด่านเป่ยลู่
ฮูหยินเสิ่นรีบนำทุกคนลงจากหลังม้า แล้วถวายคำนับฮ่องเต้เหวิน
“ลุกขึ้นเถิด”
ฮ่องเต้เหวินประทับอยู่บนหลังม้า ทอดพระเนตรฮูหยินเสิ่นเงียบ ๆ “ฮูหยิน พวกเจ้าหลอกเราจนลำบากใจยิ่งนัก!”
ฮูหยินเสิ่นยิ้มเจื่อน พลางค้อมกายกล่าวว่า “เรื่องนี้สุดวิสัยจริง ๆ ขอฝ่าบาทโปรดอภัยด้วยเพคะ”
“หากเราไม่ให้อภัย คงสับเจ้าเหล่าลิ่วลูกอกตัญญูเป็นชิ้น ๆ โยนให้สุนัขกินไปนานแล้ว!”
ฮ่องเต้เหวินตรัสพลางตวัดพระเนตรมองอวิ๋นเจิงอย่างขุ่นเคือง
มาถึงขั้นนี้แล้ว พระองค์จะยังคิดไม่ออกได้อย่างไรว่า จวนของอวิ๋นเจิงในนครหลวงถูกคนที่เขาส่งไปเผาเอง
พอนึกถึงเรื่องนี้ ฮ่องเต้เหวินก็ทั้งกริ้วทั้งขบขัน
ลูกอกตัญญูผู้นี้ ลงมือได้อำมหิตจริง ๆ
พระองค์อุตส่าห์ด่าพวกลูกชายหลายคนจนแทบแทรกแผ่นดินหนีเพราะเรื่องนี้ ทั้งยังอาศัยเรื่องดังกล่าวส่งองค์ชายรองกับองค์ชายสี่ไปฟู่โจว ให้ไปสร้างยุ้งฉางและขยายถนนหลวง
