เมื่อเหออาซูนำกำลังมาถึง พวกอวิ๋นเจิงก็หลบหนีไปนานแล้ว
บนพื้นยังมีซากล่อม้าบรรทุกเสบียงทิ้งอยู่ไม่น้อย
ทหารเป่ยหวนที่คอยคุ้มกันรถยิงหินก็ล้มตายทั้งหมด
ใบหน้าเหออาซูเย็นเยียบ เขาคำรามว่า “ถ่ายทอดคำสั่งลงไป ไล่ตามกองทัพศัตรูสุดกำลัง ต้องทิ้งทหารม้าต้าเฉียนกลุ่มนี้ไว้บนแผ่นดินของเราให้จงได้! ใช้เลือดพวกมันล้างความอัปยศของเรา!”
“ท่านแม่ทัพทำเช่นนั้นมิได้!”
ยามนั้น ฟางอวิ๋นซื่อที่อยู่ข้างกายเหออาซูรีบเอ่ยห้าม
ฟางอวิ๋นซื่อเป็นขุนศึกที่ยอมสวามิภักดิ์ต่อต้าเฉียน
เขายอมจำนนต่อเป่ยหวนในศึกเมื่อหกปีก่อน
แม้ฟางอวิ๋นซื่อจะไม่เคยได้รับโอกาสให้นำทัพ ทว่าก็ทำหน้าที่เป็นที่ปรึกษาในกองทัพเป่ยหวนมาโดยตลอด
ก่อนหน้านี้ การจู่โจมสามครั้งติดกันของเป่ยหวนล้วนล้มเหลว ทหารเป่ยหวนจึงเกลียดชังชาวต้าเฉียนเข้ากระดูกดำ และพลอยชิงชังฟางอวิ๋นซื่อผู้เป็นขุนศึกยอมจำนนไปด้วย
ช่วงนั้นฟางอวิ๋นซื่อมีชีวิตลำบากยิ่ง
อย่าว่าแต่แม่ทัพเป่ยหวนเลย แม้แต่ทหารชั้นผู้น้อยยังคอยหาเรื่องเขา
เผลอเพียงนิดก็ถูกแส้ฟาดเสียแล้ว
กระทั่งเจียเหยานำทัพมาถึงแนวหน้า ฟางอวิ๋นซื่อจึงได้รับความไว้วางใจให้กลับมาทำงานอีกครั้ง
ฟางอวิ๋นซื่อซาบซึ้งในบุญคุณของเจียเหยาเป็นอย่างยิ่ง
“มิได้หรือ?”
เหออาซูหันมองฟางอวิ๋นซื่อด้วยใบหน้าเย็นชา “พวกมันถอดเสื้อผ้าคนของเราไป ย่อมต้องมุ่งหน้าไปยึดเมืองเว่ยเปียน! ทหารรักษาเมืองเว่ยเปียนมีเพียงพันคน จะต้านทานไหวหรือ? เจ้าอยากเห็นเมืองเว่ยเปียนตกอยู่ในมือศัตรูหรือ?”
“ท่านแม่ทัพโปรดระงับโทสะ” ฟางอวิ๋นซื่อรีบกล่าวเตือน “พวกเราไล่ตามมาตลอดทาง ทั้งคนทั้งม้าล้วนเหนื่อยล้า ขณะที่กองทัพศัตรูได้พักฟื้นอยู่ที่นี่แล้ว หากไล่ตามต่อ อาจถูกพวกมันซุ่มโจมตี...”
