หลายวันต่อมา ฮ่องเต้เหวินและคณะเดินทางจากหลินเจียงมาถึงเมืองหลวงแห่งใหม่กว่างหลิง
ฮ่องเต้เหวินเดินทางไปตรวจดูสถานที่ก่อสร้างต่าง ๆ ในเมืองหลวงแห่งใหม่ โดยมีผู้คนติดตามรายล้อม
หลังจากทอดพระเนตรพระราชวังที่จะสร้างขึ้นในอนาคตแล้ว ฮ่องเต้เหวินก็ตรัสถามอวิ๋นเจิงขึ้นมาอย่างฉับพลันว่า “จริงสิ สวีฉือฝู่อยู่ที่ใด?”
อวิ๋นเจิงทูลตอบว่า “กำลังก่อสร้างกำแพงเมืองทางเหนือพ่ะย่ะค่ะ”
ฮ่องเต้เหวินทรงนิ่งไปเล็กน้อย ก่อนรับสั่งว่า “เช่นนั้นก็พาเราไปดูหน่อย”
อวิ๋นเจิงรับคำ แล้วพาฮ่องเต้เหวินมุ่งหน้าไปยังกำแพงเมืองทางเหนือทันที
ระหว่างทางไปยังสถานที่ก่อสร้าง ฮ่องเต้เหวินทรงโน้มพระวรกายไปกระซิบกับมู่ซุ่นสองสามคำ
มู่ซุ่นไม่ได้กล่าวสิ่งใด เพียงถ่ายทอดรับสั่งของฮ่องเต้เหวินออกไปทันที
เมื่อมาถึงสถานที่ก่อสร้าง อวิ๋นเจิงก็ส่งคนไปสอบถามว่าสวีฉือฝู่อยู่ที่ช่วงใด
ไม่นาน คนที่ถูกส่งไปก็กลับมารายงานว่า “ทูลฝ่าบาท คนงานในสถานที่ก่อสร้างบอกว่า สวีฉือฝู่ดูท่าจะไม่ไหวแล้ว เมื่อวานก็ล้มตัวลงนอนอยู่ในเพิงพักคนงาน...”
“ไม่ไหวแล้วหรือ?”
พระขนงของฮ่องเต้เหวินกระตุก รับสั่งกับโจวไต้ทันทีว่า “ส่งคนไปหามสวีฉือฝู่มาที่นี่!”
โจวไต้รับพระบัญชา
ไม่นานนัก องครักษ์หน้าพระที่นั่งหลายคนก็ใช้แผ่นประตูหามสวีฉือฝู่ซึ่งป่วยหนักจนใกล้สิ้นใจมาถึง
ไม่ได้พบกันเพียงไม่กี่เดือน สวีฉือฝู่ก็เปลี่ยนไปมากแล้ว
กลิ่นอายสูงศักดิ์บนกายเขาสลายไปจนหมดสิ้น เนื้อตัวส่งกลิ่นเหม็นอับ เส้นผมยุ่งเหยิง ทั้งร่างผอมจนเหลือแต่หนังหุ้มกระดูก ดวงตาคู่นั้นว่างเปล่าไร้ประกาย จนกระทั่งได้เห็นฮ่องเต้เหวินจึงค่อยมีแสงวาบขึ้นมาเล็กน้อย
เมื่อทอดพระเนตรสวีฉือฝู่ในสภาพเช่นนี้ ฮ่องเต้เหวินก็อดทอดถอนพระทัยไม่ได้
หลังจากนิ่งเงียบไปครู่หนึ่ง ฮ่องเต้เหวินก็ชี้ไปยังเรือนหลังเล็กที่อยู่ไม่ไกล “หามเขาเข้าไปข้างใน”
