สามวันต่อมา อวิ๋นเจิงและคณะเดินทางเข้าสู่เขตสุยโจว
นี่เป็นครั้งแรกที่อวิ๋นเจิงออกเดินทางไกล นับตั้งแต่มาถึงราชวงศ์ต้าเฉียน
เขาได้ประจักษ์กับตัวเองอย่างแท้จริงว่า การเดินทางในสมัยโบราณมีเรื่องชวนให้ปวดหัวเพียงใด
นับจากออกจากเมืองหลวงจนถึงบัดนี้ก็ผ่านไปห้าวันแล้ว!
เดิมทีเขาคิดว่าเดินทางห้าวัน อย่างไรก็น่าจะไปได้สักเจ็ดแปดร้อยลี้
ทว่าแม้เขาจะเร่งรัดตลอดทาง พวกเขาก็เดินทางไปได้ไม่ถึงหกร้อยลี้
สาเหตุหลักเป็นเพราะรถม้าที่ใช้ขนส่งเสบียงทำให้ความเร็วลดลงอย่างยิ่ง
“พ้นสุยโจวไปก็เป็นมณฑลจวี่โจวแล้วกระมัง?”
ยามพัก อวิ๋นเจิงเอ่ยถามตู้กุยหยวน
“พ่ะย่ะค่ะ”
ตู้กุยหยวนพยักหน้า “หากเทียบกับความเร็วในการเดินทัพก่อนหน้านี้ อีกประมาณสามวันก็น่าจะถึงเมืองหลินผิง ประตูด่านของมณฑลจวี่โจวพ่ะย่ะค่ะ”
“ยังต้องใช้เวลาอีกสามวันหรือ?”
อวิ๋นเจิงยิ้มขื่น
ชักช้าเหลือเกิน!
หากยังเดินทางด้วยความเร็วเช่นนี้ แล้วยังต้องรวมเวลาพักฟื้นกำลังพลกับรอผู้คนที่เมืองหลินผิงอีก เกรงว่ากว่าจะถึงซั่วเป่ยคงต้องใช้เวลาอีกครึ่งเดือน!
ขณะที่อวิ๋นเจิงกำลังทอดถอนใจอยู่เงียบ ๆ เกาเหอกับโจวมี่ก็ควบม้ากลับมา
ด้านหลังพวกเขายังมีรถม้าตามมาคันหนึ่ง
หืม?
อวิ๋นเจิงลุกขึ้น ขมวดคิ้วมองเกาเหอและพวก
พวกเขาพารถม้ากลับมาทำอันใด?
ไม่นานนัก เกาเหอกับโจวมี่ก็มาถึงเบื้องหน้าอวิ๋นเจิงและรายงานว่า “ท่านอ๋อง ระหว่างที่พวกกระหม่อมรับบัญชาไปให้ผู้ว่าการจวิ้นอู่หยางจัดเตรียมอาหาร ได้พบกับคหบดีท้องถิ่นผู้หนึ่ง เขาได้ยินว่าท่านอ๋องเสด็จมาถึงจวิ้นอู่หยาง จึงยืนกรานจะติดตามพวกกระหม่อมมาด้วย บอกว่ามีเรื่องขอร้องท่านอ๋องพ่ะย่ะค่ะ”
หืม?
มีเรื่องขอร้องเขา?
