“ตึง ตึง ตึง...”
เมื่อทหารที่ถูกแทงตกจากหลังม้าทยอยออกจากสนาม เสียงกลองศึกอันเร่งเร้าก็ดังกระหึ่มขึ้นอีกครั้ง
“สังหาร!”
เสียงตะโกนเข่นฆ่าดังกึกก้องราวคลื่นโหมกระหน่ำขึ้นอีกครา
ลู่ซิงนำหน้า ควบม้านำกองทัพอาภรณ์โลหิตตรงเข้าใส่หยวนกุย
หยวนกุยหวาดกลัวจนสุดขีด รีบควบม้าพาคนข้างกายมุ่งไปทางเฉียงด้านหน้า
ลู่ซิงไหนเลยจะยอมปล่อยหยวนกุยไป เขาหันเหทิศทางมุ่งหน้าไล่ตามหยวนกุยในทันที
อวี๋ซื่อจงเองก็ฮึกเหิมราวกับถูกฉีดเลือดไก่ ควบม้าตรงไปหาหยวนกุยเช่นกัน
เมื่อเห็นคนมากมายมุ่งหน้ามาหาตน หยวนกุยก็หวาดผวาจนแทบสิ้นสติ ไม่สนใจแล้วว่าจะบุกทะลวงแนวรบหรือไม่ เขาควบม้าหนีไปยังช่องว่างของฝ่ายตรงข้ามโดยตรง
ทว่าอวี๋ซื่อจงเห็นชัดว่าไม่คิดปล่อยหยวนกุยไป จึงตะโกนใส่ฟู่เทียนเหยี่ยนทันทีว่า “นำทหารอ้อมไปสกัดจากด้านข้าง ต้องขวางหยวนกุยไว้ให้ได้! กองทัพอาภรณ์โลหิต คุ้มกันปีกข้างของข้าไว้ อย่าให้ยังไม่ทันได้ซ้อมหยวนกุย ข้ากลับถูกคนแทงตกม้าก่อน!”
“ขอรับ!”
ทุกคนรับคำสั่ง ฟู่เทียนเหยี่ยนนำกำลังออกไปสกัดหยวนกุยที่กำลังหนีอย่างลนลานทันที
เมื่อพวกเขาเคลื่อนไหว สถานการณ์ในสนามฝึกยุทธ์ก็พลันกลายเป็นประหลาดขึ้นมา
อวี๋ซื่อจงกับพวกไล่ตามหยวนกุย โจวเต้ากงนำกำลังไล่ตามอวี๋ซื่อจงอีกทอดหนึ่ง
การบุกทะลวงแนวรบที่ควรจะเป็น จู่ ๆ กลับกลายเป็นเกมไล่จับคล้ายเหยี่ยวจับลูกเจี๊ยบ
“พวกเขากำลังทำอันใดกัน?”
ฮ่องเต้เหวินบนหอประตูเมืองทั้งขุ่นเคืองทั้งขบขัน แต่กลับหัวเราะออกมาไม่ได้ จึงทำได้เพียงถามอวิ๋นเจิงกับจ้าวจี๋ด้วยสีหน้าบึ้งตึง
