หลายวันต่อมา อวิ๋นเจิงก็เดินทางไปหม่าอี้อีกครั้ง
จางซวีกลับมาถึงหม่าอี้แล้ว เขาคาดว่าพวกพ่อค้าธัญพืชคงใกล้จะมาถึงหม่าอี้เช่นกัน
“ฮ่า ๆ องค์ชาย ข้าคิดถึงท่านแทบแย่!”
พอเห็นอวิ๋นเจิง จางซวีก็โผเข้ากอดเขาหมับหนึ่ง
ยามไม่มีคนนอกอยู่ด้วย จางซวีกับอวิ๋นเจิงยังคงวางตัวกันตามสบาย
“ไป ๆ ข้าไม่ได้ชอบกอดกับบุรุษด้วยกัน!”
อวิ๋นเจิงหัวเราะพลางผลักจางซวีออก “เห็นอารมณ์ดีเช่นนี้ มีข่าวดีหรือ?”
จางซวีเผยรอยยิ้มเจ้าเล่ห์ “มีข่าวดีหนึ่งเรื่องกับข่าวร้ายหนึ่งเรื่อง องค์ชายอยากฟังเรื่องไหนก่อน?”
ฟังคำพูดของจางซวีแล้ว อวิ๋นเจิงแทบอยากเตะเจ้าหมอนี่สักสองที
เกลียดที่สุดก็คนที่ชอบถามคำถามเช่นนี้!
แต่ในเมื่อจางซวีให้เขาเลือก เขาก็เลือกสักหน่อยแล้วกัน!
“เล่าข่าวร้ายก่อน”
ฟังเรื่องร้ายก่อนแล้วค่อยฟังเรื่องดีสิ!
คนส่วนใหญ่ย่อมเลือกเช่นนี้กระมัง
จางซวีหัวเราะหึ ๆ ก่อนกล่าวเสียงเบา “องค์ชายคงไม่รู้ว่ามีคนในด่านในด่าท่านมากเพียงใด...”
“ด่าข้า?”
อวิ๋นเจิงงุนงง “ด่าว่าข้าถือกำลังทหารไว้ในมือตนเองหรือ?”
อย่างไรเขาก็ปราบเป่ยหวนจนยอมสยบแล้วมิใช่หรือ?
ต่อให้ถือกำลังทหารไว้ในมือ อย่างน้อยก็ไม่ได้ก่อกบฏ ใครกันวะที่มาด่าเขา?
“ไม่ใช่”
จางซวีส่ายหน้า ก่อนกล่าวอย่างเจ้าเล่ห์ “ด่าว่าท่านรับพี่สะใภ้มาเป็นพระชายา...”
จางซวีเล่าเรื่องที่พบเห็นในด่านในให้อวิ๋นเจิงฟังอย่างออกรส
คนที่ด่าว่าอวิ๋นเจิงถือกำลังทหารไว้ในมือก็มีอยู่ ทว่ามีไม่มากนัก
ถึงเขาจะถือกำลังทหารไว้ในมือ แต่ท้ายที่สุดก็เอาชนะศัตรูตัวฉกาจของต้าเฉียนได้ อย่างไรก็นับเป็นวีรบุรุษของแผ่นดิน
