หลังถ่ายทอดคำสั่งของอิ่นจื๋อให้ทุกคนทราบแล้ว เท่อจี๋ก็เตรียมออกตรวจค่าย
ทว่าเพิ่งเดินออกไปได้ไม่ไกล เขาก็เห็นเงาร่างงดงามร่างหนึ่งนั่งยองอยู่ตรงมุมกำแพง
นั่นคือ...ไห่หลานตั่ว!
เท่อจี๋ลังเลเล็กน้อย ก่อนจะเดินเข้าไปหาไห่หลานตั่ว
เมื่อเข้าไปใกล้ เขาก็พบว่าไห่หลานตั่วก้มหน้าสะอื้น ไหล่ทั้งสองข้างสั่นระริก เห็นได้ชัดว่ากำลังร่ำไห้
จนกระทั่งเท่อจี๋เดินเข้าไปใกล้ ไห่หลานตั่วที่ได้ยินเสียงฝีเท้าจึงเงยหน้าขึ้น
ใบหน้าของไห่หลานตั่วชุ่มไปด้วยน้ำตา งดงามราวดอกสาลี่ต้องสายฝน
ท่าทางน่าสงสารเช่นนั้นทำให้เท่อจี๋เกิดความรู้สึกอยากโอบนางไว้ในอ้อมแขนแล้วปลอบประโลม
โดยไม่รู้ตัว เท่อจี๋พลันนึกถึงเหตุการณ์ที่ไห่หลานตั่วพุ่งเข้ามาในอ้อมกอดของเขา
ความรู้สึกเช่นนั้น...ช่างดีเหลือเกิน!
“ท่านแม่ทัพเท่อจี๋...ข้า...”
ไห่หลานตั่วมองเท่อจี๋ พลางรีบใช้มือปาดน้ำตาบนใบหน้าอย่างลวกๆ
เท่อจี๋หัวเราะเบาๆ “ไม่มีอะไร ข้าไม่เห็นสิ่งใดทั้งนั้น...”
เมื่อได้ยินเช่นนั้น ไห่หลานตั่วก็หลุบหน้าลงอีกครั้งอย่างเงียบงัน
เท่อจี๋อดกลั้นความรู้สึกอยากเข้าไปปลอบไห่หลานตั่ว ก่อนเอ่ยเตือนเสียงเบา “อย่าอยู่ตรงนี้เลย หาที่พักผ่อนสักแห่งเถิด คืนนี้เราต้องเคลื่อนทัพตลอดทั้งคืน”
“คืนนี้หรือ?”
ไห่หลานตั่วเงยหน้าขึ้นฉับพลัน “พวกเรา...กำลังจะถอยทัพหรือ?”
“อืม”
เท่อจี๋พยักหน้าเบาๆ ทว่าไม่ได้เล่าแผนการให้ไห่หลานตั่วฟังอย่างละเอียด
เมื่อข้อสันนิษฐานในใจได้รับการยืนยัน ความคิดของไห่หลานตั่วก็เริ่มโลดแล่นขึ้นทันที
ไห่หลานตั่วครุ่นคิดเงียบๆ อยู่ครู่หนึ่ง แล้วเอ่ยกับเท่อจี๋ทันทีว่า “ท่านแม่ทัพ พวกเราขอคุยกันเป็นการส่วนตัวได้หรือไม่?”
