อวี๋ป๋อลุ่นไม่สนใจคำทัดทานของทุกคน ยืนกรานจะออกจากเมืองไปรับร่างบิดากลับมา
อวี๋ป๋อลุ่นพาคนสองคนออกมานอกเมือง เห็นเพียงขุนพลศัตรูผู้หนึ่งขี่ม้าตัวสูงใหญ่ ในมือถือพลองหนามหมาป่า
เบื้องหน้าเขามีร่างไร้วิญญาณร่างหนึ่งวางอยู่
ใต้ร่างนั้นยังมีผ้าผืนหนึ่งรองไว้
อวี๋ป๋อลุ่นพลิกตัวลงจากม้าแล้วเดินไปข้างหน้าอย่างเชื่องช้า ส่วนคนทั้งสองที่ตามหลังต่างจับตาฉินชีหู่อย่างระแวดระวัง เกรงว่าฉินชีหู่จะจู่โจมอวี๋ป๋อลุ่นขึ้นมาโดยฉับพลัน
“มองอะไรกัน?”
ฉินชีหู่ถลึงตามองคนทั้งสองที่อยู่ด้านหลังอวี๋ป๋อลุ่น “หากข้าคิดลงมือ พวกเจ้าแค่สองคนยังไม่พอให้ข้าได้ยืดเส้นยืดสายด้วยซ้ำ!”
ทั้งสองไม่พูดอะไร เพียงระวังตัวมากยิ่งขึ้น
ในที่สุด อวี๋ป๋อลุ่นก็มาถึงเบื้องหน้าร่างของซู่จ้าน
ครั้นเห็นใบหน้าของซู่จ้าน อวี๋ป๋อลุ่นก็ไม่อาจควบคุมอารมณ์ได้อีกต่อไป เขาทรุดเข่าลงกับพื้นดัง “ตุบ”
“ท่านพ่อ!”
อวี๋ป๋อลุ่นร้องเรียกด้วยความโศกเศร้า น้ำตาพรั่งพรูออกมา
ที่แท้ลางสังหรณ์เมื่อหลายวันก่อนของเขาก็เป็นจริง
การจากกันครั้งนั้น กลายเป็นการลาจากชั่วนิรันดร์ของพ่อลูกจริง ๆ!
หืม?
ฉินชีหู่มองอวี๋ป๋อลุ่นอย่างประหลาดใจ “เจ้าเป็นบุตรของซู่จ้านหรือ?”
อวี๋ป๋อลุ่นเงยหน้าขึ้น จ้องฉินชีหู่ด้วยแววตาอำมหิตประหนึ่งสัตว์ร้ายที่พร้อมขย้ำเหยื่อ
เมื่อเผชิญกับสายตาเปี่ยมความเป็นปรปักษ์ของอวี๋ป๋อลุ่น ใบหน้าฉินชีหู่ก็มืดครึ้มลงทันที “เจ้าป่วยหรืออย่างไร? ข้าอุตส่าห์มีน้ำใจนำร่างบิดาเจ้ากลับมาส่ง เจ้าไม่ขอบคุณข้า กลับยังกล้าข่มขู่ข้าอีกหรือ? ลองข่มขู่อีกสักคราเป็นไร!”
ฉินชีหู่ไม่สบอารมณ์อย่างยิ่ง
