อวิ๋นเจิงเดินทางถึงหมางชื่อ พร้อมนำม้าศึกจำนวนมากมาให้เซียวจี้อันด้วย
เซียวจี้อันย่อมยินดีเป็นอย่างยิ่ง
ทว่าเมื่อเซียวจี้อันทราบว่ากองทัพศัตรูกำลังรวบรวมกำลังพลจำนวนมากที่ก้งปู้ เขาก็อดเป็นกังวลขึ้นมาไม่ได้
เดิมทีเขาคิดจะขออวิ๋นเจิงนำทัพไปเสริมกำลังที่ก้งปู้ แต่กลับถูกอวิ๋นเจิงตำหนิเสียยกใหญ่ จึงทำได้เพียงกลับไปฝึกทหารต่อแต่โดยดี
แม้อวิ๋นเจิงจะกลับมายังหมางชื่อแล้ว แต่ก็ส่งหน่วยสอดแนมจำนวนมากไปสืบความเคลื่อนไหวทางก้งปู้
หากกองทัพศัตรูเปิดฉากโจมตีก้งปู้ครั้งใหญ่ เขาก็จะนำทัพออกไปโจมตีได้อีกครั้ง
กัดตรงนี้ที กัดตรงนั้นที!
ทำให้กองทัพศัตรูไม่อาจรวบรวมกำลังเข้าบุกก้งปู้ได้เลย
เมื่อกองทัพใหญ่อีกหลายสายโอบล้อมเข้ามา สงครามครั้งนี้ก็น่าจะใกล้สิ้นสุดแล้ว
หรือจะกล่าวว่า ณ ยามนี้ สงครามครั้งนี้ใกล้สิ้นสุดลงแล้วก็ได้
คงต้องดูว่ากองทัพศัตรูจะยืนหยัดได้นานเพียงใด!
สามวันผ่านไปโดยไม่รู้ตัว
วันนั้น ขณะที่อวิ๋นเจิงกำลังนอนคิดถึงแผนการพัฒนาซีฉวีในอนาคต หน่วยสอดแนมที่ส่งออกไปก็เข้ามารายงาน
พวกเขาพบคณะทูตซีฉวีเข้า
“คณะทูตซีฉวีหรือ?”
เมี่ยวอินถามอย่างประหลาดใจ “พวกเขาบอกหรือไม่ว่ามาทำอะไร?”
“บอกแล้วขอรับ”
หน่วยสอดแนมตอบ “คณะทูตซีฉวีมีตานฉวี่ มหาเสนาบดีคนใหม่ของซีฉวีเป็นผู้นำมา ทว่ามีคนติดตามมาเพียงสิบกว่าคนเท่านั้น พวกเขากล่าวว่ารับพระบัญชาจากฉินผู่ให้นำจดหมายมาถวายท่านอ๋อง ทั้งยังบอกว่าฉินผู่ตัดสินใจยอมจำนนแล้ว...”
ยอมจำนนหรือ?
เมี่ยวอินเบิกตากว้าง หันไปมองอวิ๋นเจิงอย่างตะลึงงัน
