“อวิ๋นเจิง เจ้านอนแล้วหรือยัง?”
ผ่านไปเนิ่นนาน ในที่สุดเจียเหยาก็อดเอ่ยปากถามไม่ได้
ทว่าคำตอบที่ได้รับกลับมีเพียงเสียงลมหายใจสม่ำเสมอของอวิ๋นเจิง
เมื่อรออยู่นานก็ไม่ได้รับคำตอบจากอวิ๋นเจิง เจียเหยาจึงค่อย ๆ ลุกขึ้นนั่งอย่างระมัดระวัง
นางขยับตัวแผ่วเบา ราวกับกลัวจะปลุกอวิ๋นเจิงที่กำลังหลับสนิท
อาศัยแสงจากกองไฟ เจียเหยาจ้องมองอวิ๋นเจิงซึ่งหลับลึกอย่างเงียบงัน
ไม่รู้เพราะเหตุใด ภาพวันเวลาที่ได้อยู่ร่วมกับอวิ๋นเจิงจึงผุดขึ้นในห้วงความคิดอีกครั้ง
ตั้งแต่ครั้งแรกที่นางพบอวิ๋นเจิงในป้อมยาม ณ หุบเขาเลี่ยเฟิง จนถึงตอนที่อวิ๋นเจิงใช้จางหลิ่วหลอกนางว่าเป็นโสม แล้วต่อมานางนำทัพล้อมกู้เปียน...
เรื่องราวในอดีตฉายผ่านห้วงความคิดทีละฉาก สีหน้าของนางก็แปรเปลี่ยนไปไม่หยุด
บางคราเจียเหยาก็อดยิ้มไม่ได้ บางคราก็กัดฟันด้วยความขุ่นเคือง บางคราเศร้าสร้อย บางคราขมขื่น บางคราก็รู้สึกโชคดี...
จะมีคำใดเหมาะใช้อธิบายความรู้สึกอันหลากหลายของเจียเหยาในยามนี้ไปกว่าคำว่า ‘ร้อยรสปะปน’ อีกเล่า
เนิ่นนานทีเดียว กว่าเจียเหยาจะหลุดออกจากห้วงความคิดของตน
เมื่อมองอวิ๋นเจิงที่ยังหลับสนิท เจียเหยาก็อดถอนหายใจเงียบ ๆ ไม่ได้
สวรรค์มักชอบหยอกล้อผู้คน
ชะตากรรมก็มักชอบกลั่นแกล้งคนเช่นกัน
พบคนที่ใช่ ในเวลาที่ไม่เหมาะสม
ฤดูใบไม้ผลิมาถึงแล้ว ทว่าสวรรค์กลับบอกบุปผาว่าไม่จำเป็นต้องผลิบานอีกต่อไป
ต่างฝ่ายต่างมองกัน หรือจะต่างฝ่ายต่างลืมเลือนกัน?
“อวิ๋นเจิง...”
เจียเหยาเรียกเขาเสียงเบาอีกครั้ง ทว่าครานี้นางไม่ได้รอคำตอบจากอวิ๋นเจิง เพียงพึมพำกับตนเองว่า “การได้พบเจ้า คือโชคดีที่สุดในชีวิตของจาจา และก็เป็นความโชคร้ายที่สุดในชีวิตของข้า...”
