นครหลวง
ในที่ประชุมราชสำนัก ฮ่องเต้เหวินสอบถามเรื่องกบฏของอ๋องอันตามปกติ
ทว่าผลที่ได้รับกลับทำให้ฮ่องเต้เหวินแทบอยากกระโดดขึ้นมาตะโกนด่ากราด
นี่ผ่านมากี่วันแล้ว?
ยังปราบกบฏของอ๋องอันไม่สงบอีกหรือ?
กองทัพราชสำนักยังคงตรึงกำลังกับกองทัพกบฏที่อ๋องอันนำอยู่อีกหรือ?
รบกันประสาอะไรกัน!
แต่ท้ายที่สุด ฮ่องเต้เหวินก็ยังข่มกลั้นไว้
“รัชทายาท เจ้าคิดเห็นอย่างไร?”
ฮ่องเต้เหวินข่มเพลิงโทสะไว้ ก่อนหันไปมองอวิ๋นลี่ “เจ้าว่าเราควรลงโทษอู๋ตู๋ฐานปราบกบฏไร้ประสิทธิผลหรือไม่?”
อวิ๋นลี่ครุ่นคิดเล็กน้อย ก่อนประสานมือกล่าวว่า “เสด็จพ่อ ลูกเห็นว่าเรื่องนี้โทษแม่ทัพอู๋ไม่ได้จริง ๆ ยามนี้ทางใต้ฝนวสันต์พรำไม่ขาดสาย ทำให้ถนนหนทางเละเทะ การลำเลียงเสบียงจึงล่าช้าอย่างยิ่ง แนวหน้าขาดแคลนเสบียง แม่ทัพอู๋ไม่ผลีผลามเข้าโจมตีก็เพื่อความรอบคอบพ่ะย่ะค่ะ...”
“นั่นก็จริง”
ฮ่องเต้เหวินพยักหน้าเล็กน้อย ก่อนเงยหน้ามองเซวียเช่อ เสนาบดีกลาโหมคนใหม่ “เราไม่อยากออกพระราชโองการแล้ว! ให้กรมกลาโหมส่งคนไปบอกอู๋ตู๋ว่า หลังเซียวว่านโฉวกินตำรับยาเฉพาะเข้าไป ร่างกายก็ฟื้นคืนดีแล้ว ยามนี้กำลังอยากออกกำลังเสียหน่อย หากเขาทำไม่ได้ เราก็จะสั่งให้เซียวว่านโฉวไปแทน! ถึงตอนนั้นอย่ามากล่าวหาว่าเราไม่ให้โอกาสเขา!”
น้ำเสียงของฮ่องเต้เหวินฟังดูเอื่อยเฉื่อย
ทว่าทุกคนต่างรู้ดีว่าในพระทัยของฮ่องเต้เหวินต้องกำลังอัดอั้นด้วยโทสะเป็นแน่
ยามนี้ฮ่องเต้เหวินไม่อยากให้ขุนศึกเฒ่าในราชสำนักออกศึก จึงอาศัยโอกาสนี้ฝึกฝนขุนพลรุ่นกลางในราชสำนัก
หากให้เซียวว่านโฉวไปแทนอู๋ตู๋เมื่อใด อู๋ตู๋ย่อมถูกทอดทิ้งแน่
“พ่ะย่ะค่ะ!”
เซวียเช่อรับพระบัญชา ทว่าในใจกลับได้แต่ยิ้มขื่น
พูดตามตรง เรื่องนี้จะโทษอู๋ตู๋ก็ไม่ได้จริง ๆ
