ยามค่ำคืน ตู๋กูเช่อจัดงานเลี้ยงต้อนรับฮ่องเต้เหวิน ณ พระราชวังของอดีตอ๋องฉิวฉือ
ทว่าวันนี้เป็นเพียงงานเลี้ยงต้อนรับอย่างเรียบง่าย ผู้เข้าร่วมมีจำนวนจำกัด
งานเลี้ยงอย่างเป็นทางการจะจัดขึ้นในช่วงเที่ยงวันพรุ่งนี้ โดยใช้พระนามของฮ่องเต้เหวินเป็นเจ้าภาพเลี้ยงขุนนางทั้งปวง
หลังงานเลี้ยงค่ำ อวิ๋นเจิงก็ไปหาตู๋กูเช่อ “เสด็จพ่อสนทนาเรื่องใดกับท่านหรือ?”
ตู๋กูเช่อคาดเดาไว้นานแล้วว่าอวิ๋นเจิงจะถามเรื่องนี้ จึงได้แต่ยิ้มขื่น “ฝ่าบาททรงตักเตือนกระหม่อมอยู่ครู่หนึ่ง จากนั้นก็ตรัสถามกระหม่อมว่า สถานการณ์ของจวนผู้พิทักษ์ภาคตะวันตกเฉียงเหนือเป็นเช่นไรกันแน่”
“เช่นนั้นหรือ?”
อวิ๋นเจิงหรี่ตาลงเล็กน้อย “เสด็จพ่อทรงกลัวว่าพวกเราจะร่วมมือกัน หาทางทูลขอเสบียงจากพระองค์หรือ?”
“น่าจะเป็นเช่นนั้นพ่ะย่ะค่ะ!”
ตู๋กูเช่อพยักหน้าเบา ๆ “ดูจากท่าทีของฝ่าบาทแล้ว เหมือนพระองค์จะไม่ค่อยเชื่อว่าจวนผู้พิทักษ์ภาคตะวันตกเฉียงเหนือกำลังตกที่นั่งลำบาก”
เมื่อได้ฟังคำพูดของตู๋กูเช่อ อวิ๋นเจิงก็อดครุ่นคิดเงียบ ๆ ไม่ได้
ไม่เชื่อว่าจวนผู้พิทักษ์ภาคตะวันตกเฉียงเหนือกำลังตกที่นั่งลำบากหรือ?
มีสิ่งใดให้ไม่เชื่อกัน?
อีกอย่าง เสด็จพ่อก็แสดงท่าทีชัดเจนแล้วว่าจะเป็นไก่เหล็กที่ไม่ยอมถอนขนสักเส้น เชื่อหรือไม่เชื่อแล้วจะเป็นอย่างไร?
ตู๋กูเช่อคงกำลังโกหกกระมัง?
หรือว่าเสด็จพ่อคิดจะชักจูงตู๋กูเช่อให้แปรพักตร์?
ใช้ตู๋กูเช่อมาควบคุมเขาหรือ?
แต่จำเป็นต้องทำถึงเพียงนั้นเชียวหรือ?
ตาแก่นั่นคิดจริง ๆ หรือว่าตู๋กูเช่อมีความสามารถพอจะควบคุมเขาได้?
อวิ๋นเจิงครุ่นคิดเงียบ ๆ อยู่ครู่หนึ่ง ก่อนมองตู๋กูเช่อด้วยแววตาเจือความขบขัน “แม่ทัพตู๋กู ท่านคิดว่าเปิ่นหวังเป็นคนหลอกง่ายนักหรือ? ท่านคิดว่าเปิ่นหวังโง่เกินไป หรือคิดว่าคำโกหกของท่านแยบยลนัก?”
