หลังการประชุมขุนนางในท้องพระโรงสิ้นสุดลงในวันรุ่งขึ้น อวิ๋นเจิงก็พาเมี่ยวอินไปตรวจรักษาฮ่องเต้เหวิน
อวิ๋นเจิงเองก็ไม่รู้ว่าฝีมือการแพทย์ของเมี่ยวอินจะช่วยอาการประชวรของฮ่องเต้เหวินได้หรือไม่ แต่ลองดูก็ไม่เสียหาย
“เรื่องครอบครัวของเจ้า เราจำได้”
สายตาของฮ่องเต้เหวินทอดลงบนร่างเมี่ยวอิน “แต่เรื่องนี้มิใช่เราออกพระราชโองการแล้วจะถือว่าสิ้นสุด กรมอาญาต้องตรวจสอบทีละขั้น เพื่อสืบสาวความจริงของเรื่องราวในปีนั้นให้กระจ่าง...”
การล้างมลทินก็ต้องมีเหตุผลและหลักฐาน!
เช่นนี้จึงจะทำให้ผู้คนทั่วหล้าเชื่อถือยิ่งขึ้น
เมี่ยวอินพยักหน้าเบา ๆ ก่อนเผยอริมฝีปากเอ่ยว่า “ยามนี้หม่อมฉันเรียก...เสด็จพ่อแล้วรู้สึกกระดากอยู่บ้าง หากเสด็จพ่อไม่ทรงถือสา ต่อไปหม่อมฉันเรียกเสด็จ...พ่อว่าฝ่าบาทได้หรือไม่เพคะ?”
“ได้”
ฮ่องเต้เหวินหัวเราะอย่างเปิดเผย “จะเรียกเสด็จพ่อก็ดี ฝ่าบาทก็ดี เจ้าย่อมเป็นชายารองของเหล่าลิ่ว เป็นลูกสะใภ้ของเรา!”
“ขอบพระทัยฝ่าบาท!”
เมี่ยวอินผ่อนลมหายใจยาว
บางเรื่องถูกกำหนดไว้แล้วว่าไม่อาจเปลี่ยนแปลง
บางทีการเป็นเช่นนี้ในยามนี้ อาจดีต่อทุกคน
เมื่อทั้งสองเปิดอกพูดคุยกันแล้ว เมี่ยวอินก็เริ่มจับชีพจรให้ฮ่องเต้เหวิน
กล่าวตามตรง ฮ่องเต้เหวินมิได้คาดหวังว่าเมี่ยวอินจะรักษาร่างกายของตนให้หายดีได้
ฝีมือการแพทย์ของเมี่ยวอินสูงส่ง แล้วหมอหลวงในวังจะมีฝีมือด้อยกว่าหรือ?
แต่เมี่ยวอินอุตส่าห์เป็นฝ่ายเสนอจะตรวจรักษาให้ เขาย่อมไม่ปฏิเสธน้ำใจ
เมี่ยวอินตรวจอาการของฮ่องเต้เหวินไปพลาง ซักถามเรื่องอาหารการกินและกิจวัตรประจำวันไปพลาง
มู่ซุ่นยืนอยู่ข้าง ๆ คอยตอบทีละข้อ
ผ่านไปราวหนึ่งเค่อ เมี่ยวอินจึงตรวจเสร็จ และเข้าใจสภาพร่างกายของฮ่องเต้เหวินอย่างถ่องแท้
