ภายใต้คำ “เกลี้ยกล่อม” ของอวิ๋นเจิง ในที่สุดเหยียนหลี่ก็ไม่กล้าไปเข้าเฝ้าฮ่องเต้เหวิน
เหยียนหลี่รู้แก่ใจดีว่าอวิ๋นเจิงพูดมาถึงเพียงนี้แล้ว หากเขายังไม่รู้จักประมาณตน ต่อให้อาศัยอยู่ในจวนอ๋อง พวก “ราษฎรก่อจลาจล” ก็คงบุกเข้ามาเอาชีวิตเขาได้
ไม่นานนัก เย่จื่อก็เดินออกมาพร้อมพระพุทธรูปหยกประดับทององค์หนึ่ง
องค์พระแกะสลักจากหยกขาวเนื้อละเอียดชั้นดี ส่วนเครื่องประดับพระเศียร จีวร และฐานล้วนทำจากทองคำ
พระพุทธรูปองค์นี้เป็นของที่อวิ๋นเจิงยึดมาจากคลังสมบัติในพระราชวังฉิวฉือ
“เจ้าต้องถือให้ดี!”
อวิ๋นเจิงยื่นพระพุทธรูปให้เหยียนหลี่ “นี่คือพระพุทธรูปที่อ๋องฉิวฉือทุกรุ่นบูชาไว้ในวังทุกวัน ว่ากันว่าศักดิ์สิทธิ์ยิ่งนัก! ก่อนหน้านี้มีคนเสนอเงินสามแสนตำลึงซื้อพระองค์นี้ แต่เปิ่นหวังก็ยังไม่ขาย! นี่เป็นของขวัญวันมงคลสมรสที่เปิ่นหวังมอบให้พี่สาม หากเสียหายขึ้นมา ก็จงระวังชีวิตของพวกเจ้าไว้ให้ดี!”
สามแสนตำลึงเงินหรือ?
มุมปากเย่จื่อกระตุกเล็กน้อย นางรีบเบือนหน้าหนีไปอีกทาง
หากว่ากันตามมูลค่าจริง พระพุทธรูปองค์นี้ขายได้สักห้าหมื่นตำลึงเงินก็นับว่าไม่เลวแล้ว
แต่ถ้าบอกว่าราคาสามแสนตำลึง ก็เป็นการคุยโวล้วน ๆ
อย่างไรก็ดี ของเช่นนี้ยากจะประเมินมูลค่าที่แท้จริง
ถึงอย่างไรอวิ๋นเจิงก็บอกแล้วว่าเป็นพระพุทธรูปที่อ๋องฉิวฉือทุกรุ่นบูชา
เพียงข้อนี้ก็ทำให้ราคาสูงขึ้นได้ไม่น้อย
แน่นอนว่า ที่แท้เป็นพระพุทธรูปซึ่งอ๋องฉิวฉือทุกรุ่นบูชาจริงหรือไม่ ก็ขึ้นอยู่กับคำพูดของอวิ๋นเจิงมิใช่หรือ?
“ท่านอ๋อง ของขวัญชิ้นนี้ล้ำค่าเกินไป ข้าน้อยไม่กล้าถือไป ขอท่านอ๋องโปรดส่งคนไปยังเมืองหลวงเถิด!”
