“ในจดหมายที่เจ้าถวายฝ่าบาท เขียนอะไรไว้กันแน่?”
ระหว่างทาง เสิ่นลั่วเยี่ยนเอ่ยถามด้วยความอยากรู้อยากเห็น
“ก็เขียนกลอนบทหนึ่งเท่านั้น!”
อวิ๋นเจิงหัวเราะเสียงดัง ก่อนท่องกลอนบทนั้นออกมาอย่างไม่ปิดบัง
เมื่อได้ฟังบทกลอนของอวิ๋นเจิง เสิ่นลั่วเยี่ยนก็ชะงักงัน
“กระดูกฝังแห่งหนใดไยต้องมีสุสานหลวง ทั่วหล้าล้วนมีขุนเขาเขียวขจี!”
เป็นกลอนที่ดี!
ทว่าก็เปี่ยมด้วยความโศกสะเทือนใจยิ่งนัก!
จางซวีปรบมือชื่นชม “อ๋องหกทรงพระปรีชาสามารถล้นเหลือ ความเลื่อมใสที่ข้ามีต่ออ๋องหกนั้นดุจสายน้ำไหลหลาก...”
คำเยินยอของจางซวีพรั่งพรูออกมาทันทีที่อ้าปาก ฟังแล้วเสิ่นลั่วเยี่ยนแทบคลื่นไส้
“เลิกประจบเสียที!”
เสิ่นลั่วเยี่ยนปรายตามองจางซวีอย่างหงุดหงิด ก่อนเบ้ปากกล่าวว่า “กลอนบทนี้ของเขา ต้องลอกมาจากพี่สะใภ้ข้าแน่ เพียงหยิบมาดัดแปลงส่ง ๆ เท่านั้น!”
“ใช่ ๆ ข้าลอกมาเอง”
อวิ๋นเจิงหัวเราะเสียงดัง
แน่นอนว่าต้องลอกมาอยู่แล้ว!
เพียงแต่ไม่ใช่กลอนของเย่จื่อเท่านั้น
“เจ้าจะไร้ยางอายไปถึงไหน?”
เสิ่นลั่วเยี่ยนกล่าวอย่างขุ่นเคือง “ไม่รู้จริง ๆ ว่าเจ้าลอกกลอนพี่สะใภ้ไปกี่บทแล้ว!”
พอเอ่ยถึงพี่สะใภ้ สีหน้าของเสิ่นลั่วเยี่ยนก็หม่นลงอีกครั้ง
เมื่อคืน นางพูดคุยกับพี่สะใภ้ตลอดทั้งคืน
ต่อมา พี่สะใภ้บอกว่าทนเห็นฉากจากลาไม่ได้ เช้าวันนี้จึงไม่มาส่งพวกนาง
นางนึกว่าพี่สะใภ้พูดไปอย่างนั้นเอง คิดไม่ถึงว่าตอนออกจากบ้านจะไม่เห็นแม้แต่เงาของพี่สะใภ้จริง ๆ
พี่สะใภ้แต่งกลอนไว้มากมายลับหลังเช่นนี้ แสดงว่าที่แท้แล้วเป็นคนอ่อนไหวและช่างอาวรณ์
