เช้าตรู่วันถัดมา อวิ๋นเจิงก็นำกองทหารองครักษ์มาถึงนอกเมืองก้งปู้
พวกเขายังจงใจเพิ่มธงบัญชาการขึ้นอีกหลายผืน
อักษรคำว่า “อวิ๋น” ตัวใหญ่บนธงบัญชาการโดดเด่นสะดุดตาเป็นพิเศษ
“ตะโกนได้!”
อวิ๋นเจิงสั่งการ
“ขอรับ!”
หลินจี้รับคำสั่ง แล้ววิ่งไปยังหน้าขบวนทันที ก่อนตะโกนก้องว่า “พวกเจ้าจงตะโกนให้สุดเสียง ตะโกนให้พร้อมเพรียงกันหน่อย...”
เมื่อหลินจี้เริ่มนำ กองทหารองครักษ์ก็เปล่งเสียงตะโกนกึกก้องขึ้นมาทันที
“อ๋องฟาเชียง จงฟังให้ดี! ข้าคืออ๋องผู้สำเร็จราชการแห่งต้าเฉียน อวิ๋นเจิง ข้าให้เวลาพวกเจ้าสามวันเพื่อยอมจำนน หากพ้นสามวันแล้วยังดื้อดึงไม่ยอม ข้าจะเรียกอสนีบาตมาช่วยรบ...”
เสียงตะโกนประสานของผู้คนหลอมรวมเป็นกระแสเชี่ยวกราก ไหลบ่าเข้าสู่หูของชายหญิงเฒ่าเด็กนับไม่ถ้วนภายในเมือง
อ๋องฟาเชียงยืนอยู่บนกำแพงเมือง ทอดสายตามองอักษร “อวิ๋น” บนธงใหญ่ที่โบกสะบัดตามลมจากระยะไกล หัวใจเต็มไปด้วยความหวาดหวั่น
อวิ๋นเจิง!
อ๋องผู้ได้รับการยกย่องว่าเป็นขุนศึกอันดับหนึ่งใต้หล้า เป็นเทพสงครามที่ไม่เคยพ่ายแพ้ตั้งแต่ยกทัพออกบัญชาการ
ลงมือเมื่อใดก็ล่มแคว้นเมื่อนั้น!
เหล่าขุนนางและเชื้อพระวงศ์ที่สิ้นชีพด้วยน้ำมือเขามีมากจนนับไม่ถ้วน
เขานำทัพมาด้วยตนเองจริง ๆ!
แม้กำลังพลของศัตรูจะไม่ได้มากมายนัก แต่ตราบใดที่แม่ทัพใหญ่คืออวิ๋นเจิง ต่อให้มีทหารเพียงหนึ่งพัน พวกเขาก็ไม่กล้าประมาทเป็นอันขาด
ยิ่งไปกว่านั้น อวิ๋นเจิงยังเรียกอสนีบาตมาช่วยรบได้อีก!
เรื่องนี้แพร่สะพัดไปทั่วซีฉวีตั้งนานแล้ว
แม้พวกเขาจะไม่เคยเห็นว่าอวิ๋นเจิงเรียกอสนีบาตอย่างไร แต่ก็เคยได้ยินข่าวลือพิสดารมากมาย
