ยกพลเดินทางมาหลายวัน ครั้นเที่ยงวันนี้ เมืองหานตานก็ปรากฏอยู่ลิบ ๆ เล่าเหิงอัครเสนา หวงจงเจ้าฟู่ ต้วนชงจงหลางลิ่ง และคนอื่น ๆ ทราบข่าวจึงออกจากเมืองมาต้อนรับ ยังมีอีกผู้หนึ่งที่ออกมาต้อนรับพร้อมกับพวกเขา แต่มาจากลกเอี๋ยง
ชายผู้นี้วัยสี่สิบกว่า รูปร่างไม่สูง ผิวคล้ำดำ ดูคล่องแคล่วแข็งแรง ดวงตาเป็นประกาย เหนือคางไว้หนวดเครา มือกุมกระบี่ยืนอยู่ข้างหวงจงและเล่าเหิง ย่างเท้าเดินอย่างฮึกเหิม พื้นดินราวกับสั่นสะเทือนตามจังหวะเท้า
ซุนเจินสั่งให้กองทหารหยุด ลงจากหลังม้าแล้วเร่งฝีเท้าเข้าไปหา
คนทั้งหลายพบกันกลางทาง ซุนเจินสังเกตเห็นชายผู้นี้ยิ้มละไมมองตนอยู่ตลอด ราวกับสนิทสนมกันเป็นอย่างดี รู้สึกฉงนใจยิ่งนัก แต่ก็ไม่อาจเอ่ยถามได้ โชคดีที่หลังจากทำความเคารพหวงจง เล่าเหิง ต้วนชง และคนอื่น ๆ แล้ว เล่าเหิงจึงแนะนำให้เขาฟังว่า “จงเว่ย ท่านผู้นี้คือเหอหยงแห่งน่ำเอี๋ยง เป็นมิตรเก่าแก่ของตระกูลท่าน เหตุใด ท่านจงเว่ยจึงจำไม่ได้เล่า?”
ซุนเจินลอบคิด “‘เหอหยงแห่งน่ำเอี๋ยง’? ‘เป็นมิตรเก่าแก่ของตระกูลข้า’?”
แซ่เหอ เป็นชาวน่ำเอี๋ยง ทั้งยังเป็นสหายเก่าแก่ของตระกูลซุน มีเพียงผู้เดียว คือเหอหยงแห่งน่ำเอี๋ยง
หลายปีก่อน เหอหยงหลบหนีหายนะแห่งการกวาดล้างพรรคพวก เปลี่ยนชื่อแซ่ ไปซ่อนตัวอยู่แถบยีหลำ ครั้งหนึ่งเคยตั้งใจเดินทางไปยังเมืองเองฉวนเพื่อเยี่ยมตระกูลซุน ได้พบบุตรชายคนเล็กของซุนซองในวัยเยาว์ พอเห็นแวบแรกก็ตกตะลึงยิ่งนัก เอ่ยปากยกย่องว่าเป็น "ผู้มีวาสนาเป็นที่ปรึกษาแผ่นดิน" นับว่ามิตรไมตรีระหว่างเหอหยงกับตระกูลซุนก็มีมาสิบกว่าปีเข้าให้แล้ว
ซุนเจินมีปฏิภาณว่องไว นึกขึ้นได้ทันทีว่าผู้ที่อยู่ตรงหน้าต้องเป็นเหอหยงเป็นแน่ เหอหยงนั้นคบหากับซุนซองและผู้อาวุโสอื่นๆในตระกูลซุนในฐานะมิตรสหาย ในฐานะผู้น้อยรุ่นหลัง ซุนเจินจึงเร่งคารวะอย่างศิษย์น้อย เอ่ยวาจาว่า "ข้าน้อยได้ยินผู้ใหญ่ในตระกูลเอ่ยถึงคุณงามความดีของใต้เท้าเหออยู่เนืองๆ ซุนเจินเลื่อมใสมานานยิ่งนัก ไม่คาดคิดว่าวันนี้จะได้พบท่าน ช่างเป็นโชคดีเสียจริง โชคดีเสียจริง!" เมื่อคารวะเสร็จจึงลุกขึ้นยืน แล้วเร่งสั่งให้คนไปตามซุนฮิวที่ในกองทัพมาทันที
