อ้วนถานรีบสวมอาภรณ์แล้วลุกขึ้น ก้าวออกมานอกกระโจม มองไปยังทิศทางที่เกิดเสียงโกลาหลอลหม่านขึ้น
กลับพบว่าเป็นเสียงที่ดังมาจากทางค่ายของเกา หลัน
ภายใต้การอารักขาของทหารรักษาการณ์กว่าสิบนาย อ้วนถานเร่งรุดขึ้นไปยังหอสังเกตการณ์ ชม้ายตาจ้องมองไปไกล เห็นแสงเพลิงวูบวาบขึ้นในค่ายของเกา หลันแต่อยู่ไกล ยามนี้เมฆาดำทะมึนปกคลุม สีฟ้าพลบมัวมืดมน แสงเพลิงนั้นในยามราตรีจึงเด่นชัดอย่างยิ่ง เมื่อแสงเพลิงในค่ายของเกา หลันโชติช่วงขึ้นทุกที และเสียงที่ดังมานั้นก็ยิ่งดังขึ้นทุกขณะ ค่ายหลวงกลางทัพที่อยู่เบื้องล่างของอ้วนถาน ก็ค่อยๆ เกิดความเคลื่อนไหวระส่ำระสายขึ้น
อ้วนถานติดตามอ้วนเสี้ยวบิดาของตนมาแต่เล็ก ผ่านสมรภูมิมาบ้างหลายปี ซ้ำยังเคยร่ำเรียนตำราพิชัยสงครามมาด้วย เพราะฉะนั้นจึงไม่ต้องรอให้ซุน อวี่ฉยงออกคำสั่ง เขาก็รีบมีบัญชาลงไปโดยพลัน สั่งให้นายทัพนายกองทั้งหลายในค่ายหลวงกลางทัพคุมกำลังพลในสังกัดของตน ต้องห้ามปรามมิให้เกิดความปั่นป่วนวุ่นวายขึ้น พร้อมกันนั้นก็ส่งคนไปยังค่ายของเกา หลันเป็นการด่วน เพื่อตรวจดูว่าบังเกิดเรื่องใดขึ้นกันแน่
ซุน อวี่ฉยงรีบร้อนวิ่งขึ้นมาอย่างลุกลี้ลุกลน เมื่อพบกับอ้วนถานก็ถามอย่างร้อนใจว่า “คุณชาย เกิดสิ่งใดขึ้นขอรับ”
อ้วนถานพอจะคาดเดาได้สองประการ จึงกล่าวว่า “หรือว่ากองซุนจ้านจะส่งทหารมาจู่โจมยามวิกาล? หรืออีกทางคือในค่ายของเกา หลันพลาดพลั้งเกิดเพลิงไหม้ขึ้น”
เขาคิดว่าความน่าจะเป็นของประการหลังมีมากกว่า
ลองคิดดูว่ากองซุนจ้านและกำลังทหารของเขาถูกปิดล้อมติดกับอยู่ในอี้จิงมานานปานนี้ ก็สมดังที่ซุน อวี่ฉยงเอ่ยไว้จริงๆ ขวัญกำลังใจน่าจะตกต่ำห่อเหี่ยวไปนานแล้ว เขาจะกล้าบังอาจกระทำการลอบมาจู่โจมในค่ำคืนนี้ขึ้นมาอย่างกะทันหันได้อย่างไร
ดังนั้นคิดไปคิดมาแล้ว อ้วนถานก็ยังคงรู้สึกว่าอาจจะเป็นเพราะในค่ายของเกา หลันเกิดอัคคีภัยขึ้นเอง
หากแต่ผลลัพธ์กลับผิดไปจากที่เขาคาดไว้ ปลัดกรมทหารที่ไปตรวจสอบควบม้ากลับมาอย่างร้อนรน เข้ามารายงานแก่อ้วนถานและซุน อวี่ฉยงว่า “เรียนคุณชาย เรียนท่านแม่ทัพ! เป็นทหารโจรในเมืองออกมาจู่โจมค่ายของท่านแม่ทัพเกาในยามค่ำคืน!”
