กระแส “สมาคมฟุ้งเฟ้อ” ในราชวงศ์นี้ล้วนเกิดขึ้นจากการผสมผสานของหลายสาเหตุ
เม่งจื่อกล่าวว่า “การเข้ารับราชการของบัณฑิต ก็เปรียบดังการไถนาของชาวนา” ประการแรกก็เพราะบัณฑิตมีความกระตือรือร้นอย่างยิ่งในการเข้าไปมีส่วนร่วมทางการเมือง ภายใต้ระบบคัดเลือกขุนนางแบบชาจวี่ ย่อมก่อให้เกิดสภาพ “คัดเลือกบัณฑิตตามชื่อเสียง” เพื่อให้ได้มาซึ่งเกียรติยศ เหล่าบัณฑิตจึงเร่าร้อนในการคบหาสมาคม ยกย่องป้ายสีซึ่งกันและกัน ถึงขนาดผู้ไม่ยินดีคบหาสมาคมกลับกลายเป็นคนแปลกแยก อย่างเช่นในรัชสมัยจักรพรรดิจาง หลู่ผีก็เพราะ “ตัดขาดการคบหาสมาคม” อันเป็นเหตุให้ “มิตรสหายมักหยิบยกข้อนี้มาตำหนิเขา”
ต่อมา ในช่วงต้นราชวงศ์นี้ “สมาคมฟุ้งเฟ้อ” ยังคงแสดงออกเพียงการไม่ยึดมั่นในวิชาขงจื๊อ หันไปพึ่งพาอาศัยกันเพื่อช่วงชิงชื่อเสียงหมายมุ่งสู่ราชการ ทว่าเมื่อขันทีและพระญาติวงศ์ผลัดเปลี่ยนกันกุมอำนาจ สภาพแวดล้อมทางการเมืองค่อย ๆ ไม่เป็นคุณแก่บัณฑิต ด้วยจิตสำนึก “ถือว่าภาระของแผ่นดินเป็นของตน” เหล่าบัณฑิตจึงเปลี่ยนกิจกรรมช่วงชิงชื่อเสียงไปสู่การวิพากษ์บุคคล วิพากษ์การเมือง ก่อเกิดเป็นกลุ่มการเมืองที่แตกต่างกัน นั่นคือ “การจับกลุ่มตั้งพรรคพวก”
สองข้อข้างต้นเป็นสาเหตุจากสภาพแวดล้อมทางการเมือง นอกจากนี้ยังมีสาเหตุทางวัฒนธรรมอีก
สาเหตุทางวัฒนธรรมอาจกล่าวโดยสังเขปได้สองข้อ
ประการแรก คืออิทธิพลของการเมืองที่มีต่อวัฒนธรรม
ระบอบราชวงศ์ฮั่นแต่เดิมคัดเลือกบัณฑิตด้วยคัมภีร์โบราณ สุภาษิตว่า “เหลือทายาทไว้ซึ่งทองล้นภาชนะ ยังไม่เท่าหนึ่งคัมภีร์” และเมื่อสภาพ “คัดเลือกบัณฑิตตามชื่อเสียง” กลายเป็นกระแสหลัก ผนวกกับการเมืองเสื่อมทรามลงทุกที หนทางแห่งการเรียนจบคัมภีร์เพื่อเข้าสู่ราชการจึงถูกตัดขาด ดังนั้น คัมภีร์โบราณจึงหมดเสน่ห์ดึงดูดบัณฑิตไปดังแต่ก่อน แทนที่จะฝังตัวอยู่กับตำราเรียนอย่างมุมานะ สู้หันไปคบหาสมาคมตั้งพรรคพวก รวบรวมผู้คนสร้างกระแสเพื่อยกย่องชื่อเสียงตนผ่านมติมหาชน ได้มาซึ่งโอกาสรับราชการ ต่างหาก ทั้งยังตรวจสอบวิพากษ์เสนาบดี ตำหนิผู้บริหารราชการแผ่นดิน บรรลุถึงจุดประสงค์ในการส่งผลกระทบ กระทั่งบงการราชสำนัก
