# ตอนที่ 20 — นักปราชญ์
บ่าวหรูหราด่าทอด้วยถ้อยคำหยาบช้ารุนแรง ดังก้องไปทั่วทั้งลาน
ฮองตงรีบวิ่งออกมา เอ่ยขอขมาต่อบ่าวหรูหรา แล้วดึงซุนเจินไปอีกฟากหนึ่ง พูดว่า "ท่านซุน ผู้ที่มานี้ขบวนรถม้ามากมาย บ่าวไพร่ก็มากหลาย เห็นได้ชัดว่าไม่ใช่คนสามัญ เราจะไปขัดใจเขาทำไมเล่า? ยกห้องพักให้เขาไปเถิดขอรับ"
สวี่จี้ได้ยินสองสามคำ ก็เข้าใจว่าเรื่องนี้เกิดขึ้นเพราะมารดาของตน จึงพูดอย่างกังวลว่า "พี่ใหญ่ ฟังคำพูดแล้วก็เป็นเพียงบ่าว แต่ยังห่มผ้าหรูหรา นายของเขาย่อมไม่ธรรมดาแน่ อย่าได้ขัดใจกับเขาเพราะพวกเราเลย ยกห้องให้เขาไปเถิดขอรับ"
ซุนเจินหน้านิ่งดั่งน้ำ ตัวเขาเกิดมาสองชาติ ไม่เคยมีผู้ใดชี้หน้าด่าทอ นี่ยังเป็นแค่บ่าวเสียด้วย! แต่แปลกนัก เขากลับไม่ขุ่นเคืองแม้แต่น้อย ครั้นพิเคราะห์ใจตนเองก็ฉงน คิดว่า "เมื่อครู่อู่กุ้ยก็อาละวาด บัดนี้บ่าวหรูหราก็ด่าหยาบ แต่ข้ากลับไม่โกรธทั้งสองครา นี่เพราะเหตุใด? แต่เมื่อใดอารมณ์ข้าจึงดีถึงเพียงนี้?"
ซุนเจินคิดไม่ตก แต่ก็เกียจจะคิด เห็นแขกผู้มาแข็งกร้าวเย่อหยิ่ง ฮองตงกับสวี่จี้ก็พูดมีเหตุผล หาจำต้องขืนสู้ไม่ จึงยิ้มน้อย ๆ พยักหน้าว่า "ได้" แล้วบอกสวี่จี้ว่า "ก็เป็นอันให้ท่านแม่ต้องลำบากแล้ว"
ฮองตงกระซิบว่า "ลำบากก็เพียงคืนเดียว พวกเขาเป็นคนผ่านทาง รุ่งเช้าก็คงไปกันแล้ว"
ซุนเจินหันกลับมาเผชิญหน้าบ่าวหรูหรา ยิ้มว่า "ขอท่านคอยสักครู่ เราจะย้ายห้องให้ว่างบัดนี้" ในเมื่อจะยกแล้ว ก็ยกให้ว่างโล่งหมดจดเสียเลย เรียกเฉินเปามาสั่งว่า "นำตัวอู่กุ้ยออกมา คุมขังไว้ที่ลานหน้าก่อน"
บ่าวหรูหรา "ฮึ" หนึ่งทีถามว่า "อู่กุ้ยคือใคร?"
"คนพาลไร้ยางอายที่ต้องคดีผู้หนึ่ง"
"นำออกไป นำออกไป!" บ่าวหรูหรายืนกรานว่า "ลานหลังห้ามมีคนแม้แต่คนเดียว!"
รวมสวี่จี้ด้วย คนในศาลาแปดคนช่วยกันลงมือ ก่อนอื่นเชิญแม่เฒ่าสวี่ออกมา พยุงไปยังห้องในลานหน้า แล้วกวาดห้องพักในลานหลังจนทั่วอีกหน จากนั้นตามที่บ่าวหรูหราสั่ง นำที่นอนหมอนมุ้งออกไปจนหมดสิ้น กองไว้ในห้องลานหน้า
ครั้งซุนเจินขอเข้ารับตำแหน่งนายกองศาลานั้น เห็นแต่ความอิสระและการได้คบหาผู้กล้า แม้รู้ว่าต้องคอยรับส่งแขกไปมา แต่ก็ไม่ได้ใส่ใจนัก บัดนี้มี "ผู้มีบุญ" มาพักอาศัย จึงได้ลิ้มรสนั้นเข้าบ้าง รำพึงในใจว่า "วันนั้น พี่ในตระกูลห้ามไม่ให้ข้าเป็นนายกองศาลา เคยอ้างวาทะของเฝิงจื่อคัง (1) ว่า 'ลูกผู้ชายไยจะยอมเป็นคนรับใช้ผู้อื่นได้เล่า!' แต่แรกข้าไม่ได้ใส่ใจ บัดนี้จึงได้รู้รสชาติของมันแล้ว!"
ทว่าเทียบกับ "การใหญ่" ในใจแล้ว เรื่อง "เป็นคนรับใช้ผู้อื่น" เพียงเล็กน้อยนี้ ซุนเจินยังพอทนรับได้
บ่าวหรูหรารอให้พวกเขากวาดเสร็จแล้ว สั่งบ่าวไพร่ที่ตามมาขนข้าวของลงจากรถ ทั้งเครื่องที่นอน และโคมทองสัมฤทธิ์ กระจกทองสัมฤทธิ์ คนโทล้างมือทองสัมฤทธิ์ ถาดเขิน เหยือกเขิน จอกเขิน ทัพพีเงิน ถ้วยเงิน ตะเกียบงาช้าง กระบี่สั้น (2) เป็นอาทิ ยังอุ้มกระถางธูปมาด้วยใบหนึ่ง กระโถนเคลือบเขียวใบหนึ่ง กล่องใส่เครื่องประทินโฉมสองใบ ฯลฯ ล้วนเป็นเครื่องใช้ในชีวิตประจำวันมากมาย นำไปจัดวางในห้องด้านเหนือ
ทำความสะอาดและตกแต่งจัดเสร็จ ฟ้าก็มืดพอดี
นอกศาลา ขบวนรถม้าจุดคบเพลิงขึ้น เปลวไฟลุกไหว ฉายแสงแดงฉานไปทั่วหน้าศาลา ลมเย็นพัดผ่าน พัดพากลิ่นหอมจากท้องทุ่งมาด้วย ความเงียบแต่ไกลขับให้ความอึงคะนึงใกล้ ๆ เด่นชัดขึ้น ด้วยคำเชิญของซุนเจิน เจ้าของขบวนรถจึงลงจากรถในที่สุด
รถขนของห้าคัน มีผู้โดยสารรวมสามคน
ชายหนึ่งคน หญิงสองคน
ชายนั้นอายุราวยี่สิบต้น ๆ โพกศีรษะด้วยผ้า สวมชุดดำ เดินเหินสง่าผ่าเผย กิริยาสงบเยือกเย็น ส่วนสตรีสองนาง ดูจากการแต่งกาย ภริยาสาวที่อยู่ข้างหน้าคงเป็นภรรยาของชายนั้น หญิงที่ตามมาข้างหลังคือนางกำนัลใหญ่
บรรดานักรบ บ่าวขี่ม้า และสาวใช้ที่อยู่นอกรถ ล้วนก้มกายคำนับ เปิดทางให้พวกเขาเดินผ่าน
รถขนของเข้าลานไม่ได้ จึงเรียงเป็นแถวหยุดอยู่ข้างทาง คอกม้าก็ผูกม้ามากมายถึงเพียงนั้นไม่ไหว บ่าวขี่ม้าต่างรวบม้าของตนไว้ที่เดียวกัน ให้มีคนคอยดูแลเป็นการเฉพาะ บ่าวขี่ม้าที่เอ่ยถามแต่แรกนั้นนำนักรบและบ่าวไพร่ราวสิบกว่าคนตามเข้าไปในลาน
ตลอดเวลา ชายชุดดำนั้นไม่ได้พูดคำใดกับซุนเจินเลย ซุนเจินก็ไม่สนใจ
ส่งคนเหล่านั้นเข้าลานหลัง ฮองตงถามว่า "จะให้ข้าน้อยเตรียมอาหารด้วยไหมขอรับ?"
บ่าวหรูหราพูดอย่างเหยียดหยามว่า "ใครจะอยากกินอาหารของพวกเจ้า! พวกเราทำกินเอง" กำลังจะเข้าห้อง กลับหันมาเรียกฮองตงให้หยุด ควักเงินออกมาสองสามอีแปะโยนให้ พูดว่า "ข้าเห็นลานหน้าของพวกเจ้าเลี้ยงไก่ไว้ จงเลือกตัวอ้วนพีมาสักตัว ส่งไปให้คนที่อยู่ข้างนอก"
เวลาส่งชายชุดดำเข้าไปในลาน ตู้หม่าย เฉินเปา เฉิงเยี่ยน พี่น้องตระกูลฝาน ต่างเดินตามมาด้วย พอกลับมาที่ลานหน้า เห็นว่าไม่มีคนรอบข้าง เฉินเปายื่นลิ้นออก ทำหน้าแสบ พูดว่า "ใหญ่โตจริง ๆ!"
ตู้หม่ายพยักหน้าครั้งแล้วครั้งเล่าอย่างใฝ่ฝัน พูดว่า "หากสักวันข้าได้สง่าผ่าเผยเช่นนี้บ้าง ก็ไม่เสียทีที่เกิดมาชาติหนึ่ง!"
เฉิงเยี่ยนลูบดาบที่เหน็บอยู่ พูดอย่างอิจฉาว่า "นักรบพวกนั้น เพียงฝักดาบก็ยังเป็นของชั้นดี ไม่ต้องเอ่ยถึงดาบในฝักเลย ต้องคมกริบแน่ ข้าหากได้มาสักเล่ม ยอมสิ้นเนื้อประดาตัวก็เต็มใจ"
ฝานซ่างหัวเราะเยาะเขาว่า "เจ้าก็อย่าได้ฝันไปเลย ลองคิดดู จะไปเทียบกับเขาได้หรือ?" แล้วตวัดปาก ถามคนทั้งหลายว่า "พวกเจ้าเห็นหรือไม่? นางกำนัลใหญ่คนนั้นช่างงามนัก ตอนที่อยู่หน้าประตูลาน นางชายตามองข้าครั้งหนึ่ง ดวงตาคู่นั้นชุ่มฉ่ำดั่งหยาดน้ำ ชวนให้ใจสั่นระทวย หากได้ร่วมหลับนอนกับสาวงามเช่นนั้นสักคืน ตายก็ยอม!" — ภรรยาของชายนั้นหน้าตาสามัญ แต่นางกำนัลใหญ่คนนั้นงามเย้ายวนยิ่งนัก
เฉิงเยี่ยนถลึงตาใส่ฝานซ่าง พูดว่า "เจ้าน่ะหรือ? ตาลึกโบ๋ แก้มตอบสูง หน้าตาราวกับทาสชนเผ่าฮู! ต่อให้มีเรื่องดีเช่นนั้นจริง ก็ไม่ตกมาถึงเจ้าดอก!" แล้วถามซุนเจินว่า "ท่านซุน ว่าจริงไหมขอรับ?"
คนเรามีปณิธานต่างกัน สิ่งที่เห็นที่คิดก็ย่อมต่างกัน ซุนเจินยิ้มแล้วว่า "ฝาผนังมีหู พวกเจ้าอย่าพูดพล่อย ๆ" พลางเม้มปากชี้ออกไปนอกลาน "หากผู้ใดได้ยินเข้า ก็จะยุ่งยากไม่น้อย"
ฮองตงก็ว่า "ถูกแล้ว ถูกแล้ว ทุกคนจงระวังตัวไว้ อย่าพูดพล่อย ๆ ส่งเดช หากไปล่วงเกินผู้มีบุญเข้า ก็ไม่มีใครช่วยพวกเจ้าได้" แล้วเรียกเฉินเปาว่า "ไปเอาฟืนกับเทียนมา จุดส่องสว่างให้ข้าหน่อย" เงยหน้าแหงนมองฟ้ายามค่ำ จันทร์เสี้ยวขาวแขวนอยู่ฟากตะวันตก หมู่ดาวระยิบระยับ พูดว่า "ดึกแล้ว รอส่งไก่ให้พวกเขาเสร็จ เราก็ควรหุงหาอาหารกินกันได้ที" ว่าแล้วก็ไปยังเล้าไก่กับเฉินเปา จับไก่ด้วยกัน
ตู้หม่าย พี่น้องตระกูลฝาน ออกไปนอกลาน ดูว่ามีอะไรต้องการความช่วยเหลือบ้าง
...
เฉิงเยี่ยนถามว่า "ท่านซุน คืนนี้จะพักอย่างไร?"
ลานหน้ามีห้องนอนเพียงสองห้อง กับห้องโถงอีกหนึ่ง รวมสวี่จี้ แม่เฒ่าสวี่ กับอู่กุ้ยแล้ว เป็นเก้าคน จัดที่ทางได้ยากนัก ซุนเจินว่า "ให้อิ้วเจี๋ย (3) อยู่เป็นเพื่อนท่านแม่ห้องหนึ่ง ปูที่นอนกับพื้นในห้องโถง ให้สองคนอยู่ ผูกอู่กุ้ยไว้ในห้องโถงด้วย จะได้คอยเฝ้าดูไปในตัว คนที่เหลือก็เบียดกันอยู่ห้องเดียวเถิด" แล้วถามว่า "ท่านแม่อยู่ที่ไหน?"
"สวี่จี้อยู่เป็นเพื่อนในห้อง"
เมื่อมีผู้มีบุญมาพัก สวี่จี้กับแม่เฒ่าสวี่ในฐานะญาติของผู้ต้องคดี ย่อมไม่อยากออกไปให้ผู้คนเห็นหน้า ซุนเจินมองเข้าไปในห้อง เห็นมืดสนิท ไม่ได้จุดเทียน คาดว่าสวี่จี้ไม่คุ้นกับข้าวของในห้อง คลำหาหินเหล็กไฟไม่พบ จึงว่า "ผู้มีบุญ 'ท่านนี้' มีบ่าวไพร่ติดตามมามาก ไม่ต้องอาศัยพวกเราดอก เจ้ากับข้าอย่าเพิ่งยืนเก้อกลางลานเลย เข้าไปในห้องจุดตะเกียงกันดีกว่า ... อยากเล่นหมากหรือไม่?"
"อยาก!"
"งั้นสักพักไปเอาหมากมา ข้าวาดกระดาน"
สองคนพูดคุยกันพลางเดินเข้าห้อง ซุนเจินไปหาแม่เฒ่าสวี่กับสวี่จี้ก่อน ทั้งสองนั่งอยู่ในห้องที่ฮองตง เฉินเปา เฉิงเยี่ยนพักกัน พอได้ยินซุนเจินเข้ามา ทั้งสองก็คลำลุกขึ้นในความมืด ในห้องยิ่งมืดกว่าข้างนอก เพิ่งเข้ามาจึงมองอะไรไม่เห็น รอจนตาชินกับความมืด ซุนเจินรีบเข้าไปประคองแม่เฒ่าสวี่ให้นั่งลง พูดอย่างผิดใจว่า "ท่านแม่ มีคนมาขอพักอาศัย จำต้องยกลานหลังให้เขา ท่านแม่อย่าได้โกรธเลย"
แม่เฒ่าสวี่กุมมือซุนเจินไว้ เอ่ยด้วยเสียงแหบว่า "ข้าน้อยจะโกรธทำไมเล่า? อาเจิน ผู้ที่มานั้นเป็นผู้มีบุญ เจ้าอย่าได้ขัดใจกับเขาเพราะหญิงชราคนหนึ่งอย่างข้าน้อยเลย ไม่คุ้มกันดอก ข้าน้อยแก่แล้ว ไม่จู้จี้พิถีพิถัน กระดูกเก่า ๆ กองหนึ่ง จะนอนที่ไหนก็ได้ทั้งนั้น!" — ที่นางเปลี่ยนมาเรียกซุนเจินว่า "อาเจิน" นั้น เป็นผลจากที่ซุนเจินนั่งสนทนากับแม่เฒ่าสวี่อยู่คืนหนึ่ง
"ท่านแม่ ดูท่านสิ ยังกระปรี้กระเปร่าแจ่มใส กระดูกร่างกายก็แข็งแรง จะแก่ตรงไหนกัน? ยังหนุ่มแน่นอยู่เลย อย่างน้อยต้องอยู่ได้อีกร้อยปี"
แม่เฒ่าสวี่หัวเราะออกมา พูดว่า "เจ้าเด็กนี้ ช่างพูดเสียจริง" แล้วหันไปมองทางที่สวี่จี้นั่งอยู่ พูดต่อว่า "ต่อไปนี้ เจ้าต้องช่วยอบรมสั่งสอนสามพระยา (4) ด้วยนะ เขาเอาแต่อยู่บ้าน ไม่ออกไปพบผู้คน ก้มหน้าก้มตาอ่านหนังสือทั้งวัน ปากหนัก พูดจาไม่เป็น!"
"บ้างก็เชี่ยวชาญด้านวาจา บ้างก็เชี่ยวชาญด้านการกระทำ อิ้วเจี๋ยอ่านคัมภีร์แตกฉาน อายุน้อยแต่สุขุมอย่างผู้ใหญ่ วันข้างหน้าต้องได้เป็นผู้ยิ่งใหญ่แน่ คงไม่พ้นทำให้ท่านได้รับสมญาอันงาม 'แม่เฒ่าสวี่หมื่นสือ' ท่านแม่จงคอยรับความสุขเถิด" ครั้งต้นราชวงศ์ฮั่น มีมารดาแซ่เหยียนผู้หนึ่ง ให้กำเนิดบุตรห้าคน ล้วนมีความสามารถในราชการ ได้ดำรงตำแหน่งระดับสองพันสือทั้งสิ้น คนในยุคนั้นจึงขนานนามว่า "แม่เฒ่าเหยียนหมื่นสือ" (5) เรื่องนี้เลื่องลือกว้างไกล แม่เฒ่าสวี่ก็รู้จัก นางถอนหายใจพูดว่า "แต่ก็เป็นที่ระทมแก่บุตรคนกลางของข้าน้อยนัก"
อาศัยแสงสลัวยามค่ำเพียงรำไร เฉิงเยี่ยนคลำหาหินเหล็กไฟพบแล้ว ตีให้เกิดประกายไฟ "แชะ แชะ" จุดเทียนขึ้นสว่าง ขับไล่ความมืดออกไปจากห้อง
ภายใต้เปลวเทียนที่ลุกวูบวาบ ซุนเจินยังไม่ทันได้พูดกับแม่เฒ่าสวี่สักกี่คำ เฉิงเยี่ยนก็อุ้มหมากมาวางลงกับพื้น เฝ้ามองด้วยแววตาเป็นประกาย — หมากชุดนี้ต่างจากเดิมแล้ว ด้วยเฉินเปาบ่นว่าก้อนหินเล็กใหญ่ไม่เสมอกัน ทั้งไม่งามตาและเทอะทะ จึงเปลี่ยนมาใช้แผ่นไม้แทน แต่ละชิ้นเหลี่ยมสี่เหลี่ยม ทั้งงามตาและถือถนัดมือกว่า
ซุนเจินจึงวาดกระดานหมากลงบนพื้น ชวนสวี่จี้มาเล่นด้วยกันกับเฉิงเยี่ยน สวี่จี้แต่แรกไม่มีใจจะเล่น แต่พอมองดูไปสักพัก ก็รู้สึกแปลกใหม่ ต่างจากลิ่วป๋อ (6) ราวฟ้ากับดิน ครั้นสอบถามจนรู้กฎกติกา ก็อยากลงเล่นแทนเฉิงเยี่ยนสักตา
เฉิงเยี่ยนไม่ยอม เมื่อเช้านี้เขาถูกซุนเจินเล่นงานเสียยับเยิน ไม่ชนะแม้สักตา ตาที่ประคองอยู่ได้นานที่สุดก็ไม่เกินสิบเจ็ดสิบแปดหมาก อัดอั้นตันใจยิ่งนัก บัดนี้ได้ยินว่าสวี่จี้จะเล่น ก็ดีใจที่ในที่สุดมีมือใหม่มาร่วมวง กลับเป็นฝ่ายเอ่ยชวนให้สวี่จี้มาประลองด้วยเสียเอง
สวี่จี้เพิ่งจับหมากครั้งแรก ก็เก่งกว่าเฉิงเยี่ยนเมื่อเช้าเพียงนิดเดียว ยังสู้เฉินเปาตอนแรก ๆ ไม่ได้ด้วยซ้ำ ไม่ถึงสิบหมากก็แพ้ นั่งงงอยู่หน้ากระดานหมากครู่หนึ่ง แล้วเงยหน้าถามว่า "นี่แพ้แล้วหรือ?"
เฉิงเยี่ยนดีใจตบต้นขาฉาด หัวเราะลั่น "ฮ่า ๆ ฮ่า ๆ!" หยิบตัว "รถ" ของตนขึ้นจากนอกเก้าวังของสวี่จี้ ชูขึ้นโบกไปมาต่อหน้า พูดอย่างได้ใจว่า "เห็นไหม? เห็นไหม?" แล้ววางหมากลงดังป้าบอย่างหนักแน่น ร้องว่า "รุกแม่ทัพ! (7)" เอนหลังพิงไป ชี้ไปที่หมากพลางพูดซ้ำว่า "รุกแม่ทัพ!" ดีใจจนลืมตัว ราวกับเป็นแม่ทัพที่มีชัยในศึก
แม่เฒ่าสวี่แม้ไม่เข้าใจ แต่เห็นเฉิงเยี่ยนท่าทางเช่นนั้น ก็หัวเราะออกมา
...
กลิ่นควันฟืนคลุ้งลอยเข้ามาในห้อง ไม่รู้ว่าเป็นคนของตระกูลโจวหรือฮองตงที่เริ่มหุงหาอาหารกันแน่ ทันใดมีเสียงฝีเท้าดังขึ้น มีผู้หนึ่งมายืนอยู่นอกห้อง ร้องเรียกว่า "นายกองศาลาอยู่หรือไม่?" ฟังเสียงคล้ายบ่าวหรูหราคนนั้น
แม่เฒ่าสวี่หยุดยิ้ม พูดว่า "ผู้มีบุญตามหาเจ้าแล้ว อาเจิน ไปเร็วเถิด อย่าให้เขาคอยนาน"
ซุนเจินคิดในใจว่า "จัดที่ทางให้เรียบร้อยหมดแล้ว ยังมาเรียกข้าอีก หรือว่าขาดข้าวของสิ่งใด หรือลานหลังกวาดไม่สะอาด?" ลุกจากที่นั่ง สวมรองเท้า พูดกับแม่เฒ่าสวี่ว่า "ได้ ข้าจะออกไปดูสักหน่อย" พอออกจากห้องมา ก็เห็นเป็นบ่าวหรูหราคนนั้นจริง ๆ
"กล้าเรียนถาม มีธุระสิ่งใดหรือ?"
"เมื่อหลายเดือนก่อน มีคนตระกูลอ้วนแห่งยีหลำมาพักแรมที่นี่หรือไม่?"
"มี"
"เจ้าจงตามข้ามา นายของข้าจะพบเจ้า"
ซุนเจินงงงวยจับต้นชนปลายไม่ถูก คิดว่า "นายของเขาคงเห็นอักษรที่คนแซ่อ้วนเขียนทิ้งไว้แน่ ... เห็นก็เห็น แล้วเรียกข้ามาทำไมเล่า?" จึงว่า "ข้าเพิ่งมารับตำแหน่ง ครั้งท่านอ้วนมานั้น ข้ายังไม่ได้อยู่ที่นี่ หากท่านผู้มีบุญมีสิ่งใดอยากสอบถาม จะให้เรียกติงฟู่มาด้วยหรือไม่?"
"ติงฟู่อยู่ที่ไหน?"
ฮองตงเดินออกมาจากครัว มือยังเปียกชุ่ม คงเพิ่งล้างผักอยู่ บ่าวหรูหราขมวดคิ้วพูดว่า "เช็ดมือให้สะอาดเสียก่อน" แล้วก็ก้าวตรงไปยังลานหลัง "ตามข้ามา"
ฮองตงถามเบา ๆ ว่า "เป็นอะไร?"
"แขกเห็นอักษรที่ท่านอ้วนเขียนไว้ คงมีถ้อยคำจะสอบถาม"
...
ลานหลังยังเป็นลานเดิม แต่ความรู้สึกต่างกันโดยสิ้นเชิง
ครั้งซุนเจิน แม่เฒ่าสวี่ และสวี่จี้พักอยู่นั้น ลานค่อนข้างเงียบเหงา แต่บัดนี้ ยังไม่ทันเข้าประตูลาน ที่หน้าประตูก็มีนักรบถือดาบสองคนยืนเฝ้าอยู่แล้ว ครั้นเข้าไปในลาน ใต้ต้นอวี๋ใหญ่ (8) มีบ่าวไพร่นั่งบ้างยืนบ้างสามสี่คน ห้องทั้งสองฟากต่างจุดตะเกียงสว่าง อีกทั้งจุดคบเพลิงในลานด้วย สว่างไสวไปทั่ว ที่ขอบบ่อน้ำริมกำแพง บ่าวร่างกำยำสองคนกำลังตักน้ำ นอกห้องในสุดด้านเหนือ มีสาวใช้หน้าตาคมขำสองคนยืนคอยรับใช้อยู่
พื้นห้องที่เดิมเปลือยเปล่า ไม่รู้เมื่อใดปูพรมไว้เรียบร้อย ที่หน้าประตู บ่าวหรูหราสั่งให้ซุนเจินทั้งสองถอดรองเท้า แล้วจึงนำเข้าไป พรมนั้นสีสันงดงาม นุ่มนวลอบอุ่น เหยียบลงไปไม่มีเสียงดังเลยสักนิด
ต่างกับซุนเจินที่อาศัยแต่แสงเทียน ตระกูลโจวนี้ใช้น้ำมันจุดตะเกียง ในห้องตั้งขาตะเกียงทองสัมฤทธิ์สูงต่ำหลายชุด ชุดหนึ่งมีตะเกียงมากถึงสิบกว่าดวง น้อยก็สี่ห้าดวง ส่องห้องสว่างราวกลางวัน
ชายชุดดำยืนเอามือไพล่หลัง พินิจอักษรบนผนังด้านตะวันตกอยู่ ส่วนภริยาสาวผู้เป็นภรรยาของเขาไม่เห็นวี่แวว คงอยู่ในห้องนอน มีแต่นางกำนัลใหญ่นั่งคุกเข่าอยู่ข้างโต๊ะ กำลังบดหมึกอยู่
นางกำนัลใหญ่ผู้นี้คือคนที่ฝานซ่างเฝ้าครุ่นคิดถึงไม่วาย ตอนแรกพบซุนเจินไม่ได้พินิจนางละเอียดนัก บัดนี้อดเหลือบมองหลายตาไม่ได้ — ด้วยนางเปลี่ยนเครื่องแต่งกายไปแล้ว
เดิมนางสวมชุดคลุมยาว บัดนี้เปลี่ยนมาเป็นเสื้อสั้นกระโปรงยาว เสื้อสีม่วงยาวถึงเอว กระโปรงสีเหลืองลากพื้น คาดแถบผ้าแพรที่เอว ปล่อยชายแพรสองเส้นห้อยลงมา เนื้อผ้าเสื้อกระโปรงนั้นบางเบายิ่ง แนบเรือนร่างของนาง ทรวงอกอวบนูน บั้นท้ายกลมกลึง คู่เท้าที่นั่งทับอยู่ใต้ก้นนั้นไม่ได้สวมถุงเท้า มีปลายนิ้วเท้าสองนิ้วโผล่พ้นชายกระโปรงออกมา ขาวนวลละมุนดุจไข่มุก ชวนพิศวงนัก
นางมีวัยมากกว่าภริยาสาวนั้นสักสองสามปี คงราวยี่สิบสี่ยี่สิบห้า แต่งกายเรียบงามหาฉูดฉาดไม่ เครื่องนุ่งห่มเข้ารูปพอเหมาะ ทรวดทรงเต็มสาวชวนพิศวง
ชายชุดดำหันกายมา เผชิญหน้าซุนเจินกับฮองตง กวาดตามองทั้งสองขึ้นลงสองครั้ง แล้วถามซุนเจินว่า "เจ้าคือนายกองศาลาหรือ?" เมื่อครู่ก็พบหน้ากันแล้ว ยังถามซ้ำอีก ไม่รู้ว่าเมื่อกี้จำไม่ได้ หรือว่าไม่ได้ใส่ใจจะจำตั้งแต่แรก คิดดูแล้วคงเป็นอย่างหลังมากกว่า
"ใช่"
"อักษรนี้อ้วนจื่อเว่ยเขียนหรือ?"
นับแต่ได้ฟังฮองตงเล่าให้ฟัง ซุนเจินก็ตั้งใจแวะมาดูอักษรนี้ ลายมือชื่อท้ายเขียนว่า "อ้วนเฟิ่น" (9) อ้วนจื่อเว่ยคงเป็นชื่อรองของเขา จึงตอบว่า "ใช่"
"เจ้าอ่านออกไหม?"
"อ่านออกบ้าง"
"เขาเขียนอะไร?"
ซุนเจินหันมามองอักษรบนผนัง อ่านออกเสียงว่า "ควบอาชาไนยห้อตะบึงไป มาเถิด ข้าจะนำทางอยู่เบื้องหน้า!" (10)
"มีความว่ากระไร?"
"ควบม้าอาชาห้อไป ข้านำทางไปเบื้องหน้าให้"
ทั้งสองวัยไล่เลี่ยกัน แต่ชายผู้นั้นวางตนสูงส่งข่มอยู่เบื้องบน ส่วนซุนเจินอ่อนโยนถ่อมตน ถามคำตอบคำ ดูราวกับบทสนทนาระหว่างอาจารย์กับศิษย์
ได้ยินซุนเจินตอบได้คล่องแคล่ว ชายชุดดำนั้นทำท่าประหลาดใจเล็กน้อย เหลือบมองซุนเจินอีกครา พยักหน้าพูดว่า "ไม่คาดคิดว่านายกองศาลาเล็ก ๆ คนหนึ่ง จะรู้ความหมายของวรรคนี้ด้วย" สมคำที่ว่านายเช่นไรบ่าวก็เช่นนั้น ถ้อยคำนี้กับที่บ่าวขี่ม้าถือทวนพูดไว้นั้นแทบไม่ผิดกันเลย
"เองฉวนมีชื่อเสียงเทียมเท่ายีหลำแห่งเรา ล้วนเป็นเขตชื่อก้องของแผ่นดิน ก็มีเหตุผลอยู่บ้าง" ชายชุดดำโยงมาถึงเองฉวน เปรยรำพึงไปคำหนึ่ง แล้วสีหน้าก็เปลี่ยนทันที พูดว่า "ในเมื่อเจ้ารู้จักวรรคนี้ ก็ย่อมรู้ว่ามันมาจาก 《หลีซาว》 (11)" หัวเราะเย้ยหยัน "อ้วนจื่อเว่ยเกิดในตระกูลสูงศักดิ์ชื่อก้อง ตระกูลอ้วนแห่งยีหลำแท้ ๆ แต่กลับมองบ้านเมืองยุคนี้ไม่ทะลุ น่าสมเพชน่าเสียดายแท้!"
ชายนั้นยื่นมือออกมา พูดว่า "เอาพู่กันมา"
นางกำนัลใหญ่ผู้งดงามนั้นรีบหยิบพู่กันขึ้น ยกแท่นฝนหมึกประคองไว้ ลุกขึ้นคอยรับใช้ ชายนั้นคว้าพู่กัน หันกลับไป แล้วเขียนวรรคหนึ่งลงข้างอักษรของอ้วนเฟิ่น ว่า "นกหลวนนกหงส์ ยิ่งวันยิ่งบินไกล นกนางแอ่นนกกระจอก กากับสาลิกา กลับมาทำรังในท้องพระโรงและแท่นบูชา" (12) อ้วนเฟิ่นเขียนด้วยอักษรลี่ซู (13) หัวงอนหางสะบัด เรียบง่ายขรึมหนักแน่น ส่วนชายผู้นั้นเขียนด้วยอักษร "ซิงซู" (14) จางเข้มกลมกลืน ห่างถี่พอเหมาะ ดุจเมฆลอยสายน้ำไหล
อักษรซิงซูนั้นหลิวเต๋อเซิง (15) แห่งเอี้ยงเต๊กคนยุคใกล้นี้เพิ่งคิดประดิษฐ์ขึ้น แพร่สู่โลกได้ไม่นาน ผู้ที่เขียนได้ดียังมีน้อย หลิวเต๋อเซิงเป็นชาวเอี้ยงเต๊ก เองฉวนกับยีหลำอยู่ใกล้กัน ชายผู้นี้จึงอยู่ใกล้แหล่งกำเนิดดุจได้เปรียบ คงได้เรียนมาแต่เนิ่น ในสายตาซุนเจินผู้มาจากยุคภายหลัง เห็นว่าเขียนได้งามอยู่ไม่น้อย
แต่แรกซุนเจินคิดว่าเขาเขียนเสร็จก็คงแล้วกันไป ยังนึกในใจว่า "เรียกข้ามาเพื่อดูเขาเขียนอักษรหรือ?" ไม่คาดว่าชายนั้นจะตวัดพู่กันกลับมือ ลากป้ายทับลงบนอักษรของอ้วนเฟิ่นเส้นหนึ่ง ยังไม่สาแก่ใจ คว้าแท่นฝนหมึกขึ้นสาดราดลงจนหมด หมึกกระเซ็นไปทั่ว เปรอะเปื้อนผนังขาวไปเกือบครึ่งด้าน
ฮองตงตกใจสะดุ้ง หลุดปากออกมาว่า "นี่?"
ฮองตงไม่ได้เสียดายอักษร แต่เสียดายผนัง ด้วยกฎหมายกำหนดไว้ว่า ขุนนางห้ามทำลายของหลวง ฉวนลี่ (16) จากเมืองทุกคราที่มาตรวจตรา ก็ต้องตรวจดูเครื่องใช้ทุกสิ่งว่าขาดหายหรือชำรุดเสียหายหรือไม่ ผนังที่ถูกสาดหมึกนั้น ย่อมนับเป็นความเสียหายอย่างหนึ่งแน่
ชายนั้นทิ้งแท่นฝนหมึกลง ชี้ไปที่ผนัง พูดว่า "พวกเจ้าจงเฝ้าดูให้ดี! หมึกบนผนังนี้ กับอักษรที่ข้าเขียน อย่าได้แตะต้องแม้แต่น้อย ภายหน้าหากมีผู้มาพักถามขึ้น เจ้าก็จงบอกเขาว่า หมึกนั้นโจวซวิ่นแห่งหรูหยางเป็นผู้สาด อักษรนั้นโจวซวิ่นแห่งหรูหยางเป็นผู้เขียน!"
ซุนเจินยิ้มอย่างขมขื่น มองดูผนัง คิดในใจว่า "อ้อ ที่เรียกข้ามาก็เพื่อการนี้นี่เอง"
"ควบอาชาไนยห้อตะบึงไป มาเถิด ข้าจะนำทางอยู่เบื้องหน้า!" นั้นเปี่ยมด้วยอุดมการณ์รับใช้บ้านเมือง ส่วน "นกหลวนนกหงส์ ยิ่งวันยิ่งบินไกล นกนางแอ่นนกกระจอก กากับสาลิกา กลับมาทำรังในท้องพระโรงและแท่นบูชา" นั้น หมายความว่าบัดนี้ขันทีครองอำนาจ นกหลวนนกหงส์จึงบินจากไปไกลทุกวัน
อันหมู่นักปราชญ์นั้น หากนิสัยใจคอต้องกัน ก็มอบใจซื่อสัตย์ฝากเป็นฝากตายต่อกันได้ แต่ถ้าแนวทางต่างกัน ก็ละอายที่จะคบหาเป็นพวกพ้อง ถือเป็นความอัปยศที่อยู่เขตเดียวกัน ในข้อนี้ ก็มีส่วนคล้ายกับพวกนักเลงผู้กล้า
การวิวาทแย่งศักดิ์ศรีนักปราชญ์ระหว่างโจวซวิ่นกับอ้วนเฟิ่นนี้ ทำให้ซุนเจินตกที่นั่งลำบากใจยิ่งนัก
หากทำตามที่โจวซวิ่นสั่ง ก็เป็นการล่วงเกินตระกูลอ้วน แต่ถ้าไม่ทำตามที่โจวซวิ่นสั่ง อักษรของอ้วนเฟิ่นก็ถูกทำลายไปเสียแล้ว เท่ากับล่วงเกินทั้งสองฝ่ายไปพร้อมกัน
---
## เชิงอรรถ
(1) เฝิงจื่อคัง — อ้างถึงถ้อยคำของเฝิงจื่อคัง (逢子康) ในความหมายว่า "ลูกผู้ชายจะทนรับใช้คนอื่นได้อย่างไร"
(2) เครื่องเขิน (漆) คือภาชนะไม้เคลือบรัก ถาด/เหยือก/จอกเขินจึงเป็นของใช้สูงศักดิ์ยุคฮั่น ส่วนคนโทล้างมือ (匜 อี๋) ทัพพีเงิน ถ้วยเงิน ตะเกียบงาช้าง กระบี่สั้น ล้วนเป็นเครื่องใช้ของชนชั้นสูง
(3) อิ้วเจี๋ย (幼节) — ชื่อรอง (字) ของสวี่จี้
(4) "สามพระยา" (三郎) — แม่เฒ่าสวี่เรียกสวี่จี้ตามลำดับว่าเป็นบุตรชายคนที่สาม ส่วน "บุตรคนกลาง" (中郎) ที่นางรำพึงถึงในย่อหน้าถัดไป หมายถึงบุตรคนก่อนหน้าที่ต้องตรากตรำลำบาก
(5) "แม่เฒ่าเหยียนหมื่นสือ" (万石严妪) — สมญาของมารดาแซ่เหยียนยุคต้นฮั่น ผู้ให้กำเนิดบุตรห้าคนที่ล้วนดำรงตำแหน่งระดับสองพันสือ รวมกันเป็นหมื่นสือ ซุนเจินยกมาเปรียบเพื่อให้พรแม่เฒ่าสวี่ว่าจะได้สมญา "แม่เฒ่าสวี่หมื่นสือ" บ้าง
(6) ลิ่วป๋อ — การเล่นกระดานโบราณยุคฮั่น ใช้ลูกเต๋าหกหน้าและแผ่นนับ ต่างจากหมากที่ซุนเจินนำมา (หมากล้อมยุคใหม่)
(7) รุกแม่ทัพ (将军) — ในหมากรุกจีน หมายถึงการเดินหมากคุกคามตัวแม่ทัพ (จอมทัพ) ของฝ่ายตรงข้ามโดยตรง เทียบกับ "เช็ค" ในหมากรุกสากล
(8) ต้นอวี๋ใหญ่ (大榆树) — ต้นยู (榆 อวี๋) ขนาดใหญ่ นิยมปลูกในบ้านเรือนยุคฮั่น ใช้ทั้งเป็นร่มเงาและไม้ก่อสร้าง
(9) อ้วนเฟิ่น (袁奋) — (字 子威 จื่อเว่ย) บัณฑิตตระกูลอ้วนแห่งยีหลำ เขียนบทกวีทิ้งไว้ที่ศาลาก่อนไปรับราชการ
(10) อ้างจาก 《หลีซาว》 — "乘骐骥以驰骋兮,来吾导夫先路!" หมายถึงความมุ่งมั่นในการรับใช้บ้านเมือง
(11) 《หลีซาว》 — บทกวีอมตะของชวีหยวน กวีชื่อก้องแห่งยุคชุนชิว เป็นต้นแบบของวรรณคดีจีนหลายยุคสมัย
(12) "鸾鸟凤凰,日以远兮。燕雀乌鹊,巢堂坛兮" — อ้างจาก 《หลีซาว》 เปรียบเปรยว่านักปราชญ์คุณงามความดีไปห่างไกล ส่วนคนชั่วกลับมามีอำนาจ
(13) อักษรหลี่ซู — แบบอักษรราชการยุคฉิน-ฮั่น สาระงามหนักแน่น
(14) ซิงซู (行书) — แบบอักษรที่หลิวเต๋อเซิงแห่งเอี้ยงเต๊กเพิ่งคิดขึ้น ลักษณะดั่งอักษรกำลังเดิน ลายเส้นพลิ้วดุจเมฆลอยน้ำไหล
(15) หลิวเต๋อเซิง — ชาวเมืองเอี้ยงเต๊ก ผู้คิดประดิษฐ์แบบอักษรซิงซู (行书)
(16) ฉวนลี่ — รองเสมียน/เจ้าหน้าที่ชั้นรองในที่ว่าการอำเภอ