ตามระบอบของราชวงศ์ฮั่นแต่เดิมนั้น หัวเมืองชั้นในไม่มีการจัดตั้งกองกำลังประจำเมือง ผู้ว่าการเมืองและข้าหลวงตรวจการไม่มีสิทธิ์บัญชากองทัพ คงมีแต่อำนาจในการปกครองราษฎร แต่หลังจากราชวงศ์ฮั่นระส่ำระส่ายและทั่วหล้าเกิดศึกสงครามขึ้น ข้าหลวงมณฑลหรือผู้สำเร็จราชการมณฑลไม่ต้องกล่าวถึง เพียงเจ้าเมืองและผู้ปกครองรัฐต่าง ๆ ก็คุมกองทัพกันมาเนิ่นนานแล้ว โดยเฉพาะในแนวรบหรือพื้นที่ที่ประชิดข้าศึก เช่นคราวปราบปรามตั๋งโต๊ะ บรรดาเจ้าเมืองและผู้ปกครองรัฐที่เข้าร่วม ต่างก็มีกำลังทหารของตน และจนถึงบัดนี้ชื่อแซ่ยังคงมียศขุนพลติดตัว หรือดังเช่นในมณฑลอิจิ๋ว ซุนเกี๊ยนได้ให้ซุนเปินและสวีคุนเป็นต้น รับผิดชอบหัวเมืองและปกครองรัฐกัน ก็ล้วนบริหารกิจการเมืองและกิจการทหารควบคู่กัน
ด้วยเหตุนี้ ซุนเจินให้ซุนเฉิงในฐานะขุนพลรองขึ้นดำรงตำแหน่งผู้ว่าการเมืองไท้ซาน ถึงแม้จะขัดต่อระเบียบราชวงศ์ฮั่น แต่ก็เป็นเหตุเป็นผล
กระนั้น โจโฉกลับเล็งเห็นบางสิ่งจากเรื่องนี้
ใต้บัญชาของซุนเจินมีขุนนางและแม่ทัพมากหน้าหลายตา ผู้ที่เปี่ยมความสามารถและเหมาะสมจะออกไปปกครองเขาไท้ซานมีอยู่ไม่น้อย อาทิหัวหิม ซึ่งมีทั้งคุณธรรม เกียรติภูมิ และวิสัยทัศน์ อีกทั้งบ้านเกิดยังอยู่ที่เพงงวนแคว้นเฉงจิ๋ว ติดกับเขตแดนเขาไท้ซาน ตำบลเกาถังบ้านเกิดของเขาอยู่ห่างจากเขาไท้ซานเพียงร้อยกว่าลี้ ทั้งคุ้นคนคุ้นพื้นที่ นับว่าเป็นตัวเลือกที่ยอดเยี่ยมยิ่ง จากแนวทางการใช้คนก่อนหน้านี้ของซุนเจินก็เห็นได้ชัดว่าเขามิเคยเลือกใช้คนเพียงเพราะเป็นญาติเลย ทว่าครั้งนี้กลับไม่เลือกผู้ใดเลย ใช้แต่ซุนเฉิง หนึ่งในสองนายทหารผู้มียศสูงสุดในกองทัพตน สิ่งนี้บ่งบอกอะไร? โจโฉลองคิดเทียบเคียงดูด้วยตนเอง ก็คาดเดาได้ว่า ซุนเจินได้เขาไท้ซานมาแล้วยังคงไม่รู้จักพอ มีแผนจะขยายอาณาเขตต่อไปอีก ด้วยเหตุนี้จึงให้ซุนเฉิงผู้ชำนาญการนำทัพไปปกครองเขาไท้ซานเป็นการชั่วคราว จุดประสงค์ก็เพื่ออำนวยความสะดวกในการกรีธาทัพครั้งหน้าต่อไป
