พลม้าลาดตระเวนที่มารายงานแก่บุนเพ่งเอ่ยซ้ำอีกครั้งว่า "นายกองขอรับ พวกข้าน้อยออกตรวจการณ์ พบผู้หนึ่งซึ่งมิอาจเรียกได้ว่าเป็นบุรุษหรือสตรี เห็นมีพิรุธน่าสงสัย จึงจับกุมตัวไว้ หาได้คาดไม่ว่าเขาอ้างว่าตนหลบหนีมาจากอ้วนสุด และมีข่าวศึกสำคัญจะแจ้งให้ทราบขอรับ"
"มิเป็นชายมิเป็นหญิงรึ"
พลม้าผู้นั้นว่า "ขอรับนายกอง"
"คุมตัวมาให้ข้าพบก่อน"
พลม้ารับคำแล้วออกไป มิทันไรก็นำตัวขันทีแซ่เจ้ากลับมายังกระโจมนั้น
ไม่ทันที่พลม้าจะเอ่ยสั่ง ขันทีแซ่เจ้าก็หมอบลงกับพื้นอย่างคล่องแคล่ว
บุนเพ่งละงานการทหารที่กำลังอ่านอยู่ เงยหน้าขึ้น บอกให้ขันทีแซ่เจ้าลุกขึ้นยืน แล้วสำรวจตั้งแต่ศีรษะจดปลายเท้า เห็นอิริยาบถยามยืนเหมือนจะหนีบขาไว้ ทั้งเมื่อครู่ที่เขาเอ่ยปากก็ฟังดูแสบแก้วหู บุนเพ่งในฐานะแม่ทัพคนสนิทของซุนเจินเคยติดตามซุนเจินเข้าเฝ้าเล่าเหียบ จึงพอรู้จักหน้าตาขันทีในวังหลวงมาแล้ว ก็ทราบได้ในบัดดลว่าขันทีแซ่เจ้านี้คงเป็นตอนคนหนึ่ง จึงถามว่า "เจ้าเป็นตอนหรือ"
คำถามนี้ไร้มารยาทยิ่งนัก เรียกได้ว่าเป็นการสบประมาท
ขันทีแซ่เจ้าไหนเลยจะกล้าเดือดดาล ทำได้เพียงแสร้งยิ้มประจบว่า "ขอรับ เรียนท่านแม่ทัพ ข้าน้อยคือตอนผู้หนึ่ง"
"เจ้ามีนามว่ากระไร"
ขันทีแซ่เจ้าตอบว่า "ข้าน้อยนามว่าเจ้าเยว่ขอรับ"
"เจ้าว่าหลบหนีมาจากอ้วนสุด และมีข่าวศึกเร่งด่วนจะแจ้งแก่ข้าหรือ"
ขันทีนามเจ้าเยว่เอ่ยว่า "ขอรับ เรียนท่านแม่ทัพด้วยความเคารพ ข้าน้อยมีภูมิลำเนาเดิมอยู่ที่อำเภอหนึ่งในน่ำเอี๋ยง เคยรับราชการในวังหลวง ปรนนิบัติฮ่องเต้ ครั้นตั๋งโต๊ะก่อการ ข้าน้อยก็หลบหนีกลับไปน่ำเอี๋ยง หาไม่ทันไรที่กลับถึงบ้าน ที่ปรึกษาคนสนิทของอ้วนสุดนามหลี่เย่ก็นำข้าน้อยไปมอบให้อ้วนสุด ข้าน้อยจำยอมต้องเข้าสวามิภักดิ์ต่อโจรผู้นี้ ยอมเป็นทาสรับใช้ในเรือน" เขาพลางว่า พลางถกแขนเสื้อซ้ายขึ้นชี้ให้ดูรอย "อ้วนสุดเป็นคนอำมหิตโหดร้าย ข้าน้อยถูกเขาทุบตีทำร้ายเนือง ๆ จนสุดจะทนทาน คิดหมายจะเข้าสวามิภักดิ์ต่อท่านขุนพลรถรบมานานแล้ว แต่มิเคยมีโอกาส จนเมื่อเร็ว ๆ นี้ได้ยินว่าท่านขุนพลรับพระเสาวนีย์นำทัพหลวงมาปราบอ้วนสุด ข้าน้อยจึงกล่าวคำเท็จลวงให้อ้วนสุดตายใจ แล้วฉวยจังหวะหนีออกมา"
