เฉิงเจียลงมาจากกลางเขา พบซุนเจินแล้วกล่าวว่า “ใต้เท้าจงเว่ย ข้ามีอุบายหนึ่ง อาจใช้ปราบโจรได้!”
ซุนเจินถาม “อุบายใดหรือ?”
“ทางบนเขาลื่นคับแคบ เรายังต้องโจมตีขึ้นที่สูง อีกทั้งกำลังเสริมของหวงหรานก็มาถึงแล้ว จะหักโหมบุกก็เกรงว่าจะเอาชนะยาก ข้าคิดว่า สู้ฉวยโอกาสที่หวงหรานเคลื่อนพลหนุนกลางเขาจนยอดเขาว่างเปล่า ส่งคนอ้อมไปหลังเขา ปีนขึ้นยอดเขาจากด้านหลังแล้วตีกระหนาบทีหลัง น่าจะดีกว่า”
ซุนเจินดีใจมาก กล่าวว่า “ท่านรู้ทางขึ้นยอดเขาจากด้านหลังหรือ?”
เฉิงเจียส่ายศีรษะ กล่าวว่า “เท่าที่ข้าทราบ หลู่หลิ่งมีทางเพียงสายเดียว...” เขาชี้ทางแคบ ๆ ใต้เท้า “...ก็คือเส้นนี้นี่แหละ... นอกจากนี้ไม่มีทางอื่นอีกแล้ว”
หานตานหรงถามด้วยความฉงน “เมื่อไม่มีทาง แล้วจะอ้อมหลังเขาขึ้นยอดได้อย่างไร?”
ลักษณะภูมิประเทศของหลู่หลิ่งด้านหน้ายังพอมีทางให้เดินได้ อย่างน้อยก็เป็นทางสัญจร ด้านหลังนั้นสุดจะอันตราย หน้าผาชันตั้งตรง ไม่เพียงชันเท่านั้น ทั่วทั้งด้านยังปกคลุมด้วยตะไคร่น้ำ ยามนี้เพิ่งผ่านวสันตฤดูฝน ตะไคร่ก็เฉอะแฉะลื่น ไม่มีที่ให้ยึดเหนี่ยว อย่าว่าแต่คนเลย เกรงว่าลิงวานรก็ยากจะปีนป่ายข้ามผ่าน
เฉิงเจียกล่าวว่า “ข้าได้ถามเฉินอู่แล้ว เขาบอกว่าใช้ขวานศึกสกัดภูเขา ปีนขึ้นยอด”
“ขวานศึกสกัดภูเขา” ก็คือการใช้ขวานสกัดเจาะช่องหินบนผนังผาให้เป็นจุดเกาะเท้า แล้วคนก็ปีนตามขึ้นไป
หลู่หลิ่งแม้มิบได้สูงล้ำที่สุด ยอดสูงสุดก็สองร้อยกว่าจั้ง ลองคิดดูเถิด บนหน้าผาชันสองร้อยกว่าจั้ง สูงตั้งตรง ลื่นจนเหยียบมิได้ ต้องสกัดเจาะรูเพื่อไต่ขึ้น หากพลาดพลั้งก็อาจร่วงหล่นลงมาจากที่สูง ร่างถูกกระแทกแหลกเหลวไม่มีชิ้นดี ภาพเช่นนี้เพียงแค่คิดก็ให้สยองเกล้าไปทั่วสรรพางค์
ชาติก่อนซุนเจินเป็นชาวเพงงวน ชาตินี้ก็ยังเป็นชาวเพงงวน ซุนฮิวกับซวนคางก็เกิดและเติบโตในเพงงวนเช่นกัน แทบไม่เคยมาภูเขาสูง พอได้ฟังที่เฉิงเจียถ่ายทอดคำของเฉินอู่ที่ว่า “ขวานศึกสกัดภูเขา ปีนขึ้นยอด” ก็ทั้งประหลาดใจบ้าง สะพรึงกลัวบ้าง แต่สุดท้ายไม่ว่าจะประหลาดใจหรือสะพรึง ล้วนแปรเปลี่ยนเป็นความเลื่อมใสศรัทธา
ซุนเจินกล่าวว่า “เฉินอู่ช่างมีห้าวหาญถึงเพียงนี้?”
