# ตอนที่ 95 — ตระกูลตี้ซานแห่งจูหยาง
ซุนเจินออกจากที่ว่าการ ขับม้าควบห้อ เพื่อเร่งเวลา เลี้ยวลงทางตำบล ตัดทางลัด แต่ลืมไปว่าวันนี้บังเอิญตรงกับวันนัดตลาดห้าวันครั้ง ไปได้ไม่ไกล เห็นข้างหน้ารถม้าปศุสัตว์แออัดยัดเยียด ผู้คนเต็มทาง เซ็งแซ่อึงมี่
เขาเข้าไปก็ไม่ได้ ทั้งจะวกถอยหลังก็ไม่ได้ จำต้องบ่ายหัวม้า เลี้ยวจากทางตำบลลงไปในท้องนา ข้าวสาลีฤดูหนาวในนาเขียวชอุ่ม ที่ใดกีบม้าผ่าน ก็ล้มระเนระนาดในพริบตา ในตลาดมีราษฎรมากมาย ถูกเขารบกวน ไม่มีใครไม่หันมามอง
ซุนเจินไม่อยากให้ลือกันออกไปว่าได้ชื่อเสียงเสีย ๆ ว่า "ไม่เห็นแก่ไร่นา" แม้รีบไปแก้ไขช่วยงักจิ้น แต่ก็ยังข่มความหุนหัน มือหนึ่งจับบังเหียน มือหนึ่งกดเสื้อ ขี่ม้าตัวตรงเด่ ตวาดบอกราษฎรที่มองดูว่า "วันนี้ข้ามีธุระด่วนช่วยคน จำใจจึงต้องวิ่งผ่านท้องนา ข้าวสาลีของผู้ใดถูกข้าเหยียบเสีย พรุ่งนี้ไปเอาเงินที่ที่ว่าการได้" รวดเร็วดุจลมพัดฟ้าแลบ ในชั่วหายใจไม่กี่ครั้ง ก็พ้นตลาดไป
เสียงอึกทึกในตลาดเงียบไปครู่หนึ่ง แล้วก็คึกคักขึ้นใหม่ ราษฎรส่วนใหญ่ไม่ได้สนใจกล้าข้าวที่ถูกเหยียบล้ม ประการหนึ่งซุนเจินวิ่งม้าตัวเดียวผ่านนามา กล้าข้าวที่ถูกเหยียบเสียมีไม่มาก ประการสองพวกเขาก็ไม่ใช่เจ้าของนาข้าวสาลี เรื่องไม่เกี่ยวกับตนก็แขวนไว้สูง ๆ พวกเขาเพียงแต่อยากรู้อยากเห็นต่อกิริยาเร่งรีบของซุนเจินเท่านั้น
มีคนที่เคยเห็นซุนเจินคราวนัดตลาดที่แล้ว กล่าวว่า "นี่คือท่านซุนเซ่อฟูคนใหม่ คราวก่อนข้าเคยเห็นเขาในตลาด เป็นกันเองเข้าถึงง่ายยิ่งนัก ยังซื้อกระจกสัมฤทธิ์ของเฒ่าฮองไปอันหนึ่ง ไม่แปลกที่ได้ยินว่าชาวฝานหยางพากันยกย่องเขา วันนี้เป็นอะไรไป ลุกลี้ลุกลนเช่นนี้"
"ไม่ได้ยินหรือ เขาว่าจะไปช่วยคน"
"ช่วยคนหรือ ช่วยคนใด...มีโจรผู้ร้ายมาอีกแล้วหรือ"
ในตลาดคนมาก คนมากใจกล้า ต่อให้มีโจรมาสองสามคนก็ไม่กลัว แม้มีคนใจเสาะได้ยินแล้วหวั่นวิตก แต่คนส่วนใหญ่ไม่ถือเป็นเรื่อง ก็ไม่รู้ว่าใครเริ่มพูดก่อน ค่อย ๆ วกหัวข้อไปยังเรื่องที่ซุนเจินได้ยินเสียงกลองข้ามเขต ตีโจรกลางดึกในคราวนั้น
เรื่องนี้เกิดขึ้นมาระยะหนึ่งแล้ว แต่ช่องทางข่าวสารของราษฎรไม่คล่อง หลายคนแม้แต่ปากท้องเสื้อผ้ายังไม่อิ่มอุ่น ตรากตรำหากินทั้งวันทั้งคืน ยิ่งไม่มีเวลาไปสนใจเรื่องอื่น บ้างก็รู้ บ้างก็ไม่รู้ คนที่เพิ่งได้ยินครั้งแรกล้วนทึ่งอุทาน กล่าวว่า "เมื่อครู่เขาเร่งม้าผ่านไป เห็นหน้าตาคมสันงามสะอาด เหมือนบัณฑิตธรรมดาคนหนึ่ง ไม่นึกเลยว่าจะมีความกล้าหาญถึงเพียงนี้"
การวิพากษ์วิจารณ์ของราษฎรยกไว้ก่อน ว่าแต่ซุนเจินขับม้าควบเร็ว พ้นตลาดแล้ว ก็วกจากท้องนากลับขึ้นทางอีก ไม่นำพาลมหนาว มุ่งหน้าเข้าหาลมเย็น เอาแต่หวดม้าเร่งความเร็ว ต้นไม้ริมทางถอยหลังพรวด ๆ ผ่านเขตศาลาสองแห่งติดกัน มาถึงในซางอินถิง — ตั้งแต่เขามารับตำแหน่งเซ่อฟู แม้ยังไม่เคยไปตามศาลาตามลี่ แต่ยามอ่านสำนวนคดี ก็สอบถามเซียงจั่วกับเสมียนจนเข้าใจที่ตั้งของแต่ละศาลาแต่ละลี่คร่าว ๆ ฉะนั้นวันนี้แม้เป็นครั้งแรกที่มาซางอินถิง ก็ไม่ได้หลงทางแม้แต่น้อย
มาถึงในศาลา เขาเพ่งมองไกล กวาดตาดูใกล้ไกล ต้นไม้ในท้องนาห่างบางตา ไกลออกไปมีลำธารเนินเขา ลี่สี่ห้าแห่งกระจายอยู่สองข้างทาง ข้างหน้าราวสองสามลี้ ไม่ใช่มีกลุ่มคนรุมล้อมกันอยู่หรอกหรือ อยู่ค่อนข้างไกล ฟังเสียงไม่ชัด แต่ดูกิริยา มองอากัปกริยาแล้ว ต้องกำลังทะเลาะวิวาทกันแน่ คนสัญจรที่เดินสวนมาสองสามคนค่อย ๆ หลบหลีก อ้อมข้างพวกนั้นไป
ซุนเจินตวาดม้าวิ่งต่อ ควบพุ่งเข้าไป ระยะสองสามลี้ พริบตาเดียวก็พ้น คนสัญจรเหล่านั้นหลบม้าที่ห้อมา มองดูเขาอย่างอยากรู้ เห็นจะถึงตัวอยู่รอมร่อ เสียงด่าทอของกลุ่มคนนั้นก็ดังเข้าหูชัด ทั้งเห็นงักจิ้นที่ถูกล้อมอยู่กลางกลุ่มคน เขากำลังจะส่งเสียงพูด ก็เห็นด้านนอกกลุ่มคน ข้างหลังงักจิ้น มีคนผู้หนึ่งชักกระบี่ออกมา
เขานึกในใจว่าไม่ดี ในยามคับขัน ไม่ทันได้เตือนภัย รีบดึงดาบประจำตัวพร้อมฝักออกจากเอว ถอดฝักดาบออก ชูสูงในมือ แล้วเหวี่ยงขว้างออกไปอย่างแรง เขาชำนาญวิชากระบี่ ยิ่งชำนาญวิชาขว้างปา ขณะนี้แม้อยู่บนหลังม้า แม้กำลังควบห้อ แม้ห่างจากคนผู้นั้นร้อยก้าว แต่การขว้างครั้งนี้สุดกำลัง เห็นเพียงฝักดาบนั้นพุ่งฉวัดเฉวียนกลางอากาศ ตีลังกาหลายตลบ ยามตกลงก็ยังเข้าเป้าพอดี กระแทกถูกบ่าคนที่ชักกระบี่อย่างแม่นยำ
คนผู้นั้นไม่ทันตั้งตัว ไม่คาดเลยว่าจะมีฝักดาบหล่นจากฟ้า ร้องเจ็บ "ไอหยา" ทีหนึ่ง มือไม่มั่น กระบี่ที่เพิ่งชักออกมาหล่นลงพื้น พวกที่ล้อมงักจิ้นหันหัวพร้อมกัน เห็นซุนเจิน
งักจิ้นก็เห็นด้วย
ซุนเจินเร่งม้าวิ่งเร็ว ผ่านศาลาสองแห่งติดกัน แม้ตัดทางลัด ก็ยังสิบสี่สิบห้าลี้ แต่เขาใช้เวลารวมเพียงราวเศษหนึ่งยามเท่านั้น ความเร็วบนทางย่อมคิดเอาได้ เสื้อผ้าถูกลมพัดยุ่งเหยิง ปกคอบิดเบี้ยว เมื่อครู่ตอนชักดาบชักเร็ว สายคาดเอวก็คลายเบี้ยว อีกทั้งออกมาอย่างรีบเร่ง ไม่ได้พกผ้าโพกหัว มวยผมเปิดเปลือยออกนอก ถูกลมพัดยุ่ง ยิ่งลมหนาวกัดหน้า น้ำมูกจวนจะไหล สภาพซอมซ่อยิ่งนัก
งักจิ้นมองไปยังม้าใต้กายเขา เห็นที่คอที่ท้องม้าเหงื่อโชก จมูกพ่นไอขาวเป็นกลุ่ม กีบม้าทั้งสี่ติดกล้าข้าวสีดินอยู่บ้าง ก็เดาได้ว่าต้องเป็นเพราะเร่งเวลา ควบมาจากท้องนา ตลอดทางไม่หยุด
ซุนเจินควบมาถึงตัว รั้งม้า ไม่รอให้หยุดสนิท ถือดาบกระโดดลงจากม้า
ในกลุ่มคนมีผู้หนึ่งจำเขาได้ กล่าวเบา ๆ ว่า "นี่คือเซ่อฟูคนใหม่ แซ่ซุน เมื่อสองสามวันก่อนตอนเขามารับตำแหน่ง เกาซู่แห่งเซียงถิงไปต้อนรับ ข้าเห็นบนทาง" ผู้คนแยกออก เปิดทางให้คนหนึ่ง เห็นคนผู้นี้ตัวสูงเจ็ดฉื่อเก้าชุ่น(1) ล่ำสันอ้วนพี เคราเต็มแก้ม ใต้คางไว้หนวดสั้นสองชุ่น ตาไม่โต จมูกหัวกระเทียม ผิวดำสนิท สวมผ้าโพกเรียบ พกกระบี่
คนผู้นี้ฟังคำคนข้างกายแล้ว พินิจซุนเจินสองที แหวกผู้คน ก้าวยาวออกมา ประสานมือคารวะเล็กน้อย ทำท่าทางเปิดเผยห้าวหาญ ยิ้มร่าเริงกล่าวว่า "ผู้ที่มาคือท่านซุนเซ่อฟูคนใหม่หรือ"
"คือข้าน้อยเอง ขอถามแซ่นามอันสูงส่งของท่านด้วย"
"ท่านซุนไม่รู้จักข้าหรือ ข้าก็คือตี้ซานหลานไง"
ซุนเจินนึกในใจว่า "เป็นตระกูลตี้ซานแห่งจูหยางหลี่จริง ๆ"
เสมียนผู้นั้นยามแจ้งข่าวเขา เพียงบอกว่างักจิ้นถูกล้อมที่ซางอินถิง ไม่ได้บอกว่าผู้ที่ล้อมเป็นใคร ตอนนั้นซุนเจินไม่มีเวลาซักถามละเอียด แต่ระหว่างทางมาก็เดาออกคร่าว ๆ ว่าอาจเป็นคนของตระกูลตี้ซานแห่งจูหยางหลี่ คนในตระกูลตี้ซานมีมาก ในนั้นที่โดดเด่นที่สุดมีสองคน คนหนึ่งชื่อตี้ซานหมิง เป็นบุตรชายคนโตของหัวหน้าตระกูลตี้ซาน คนหนึ่งก็คือตี้ซานหลานผู้นี้ เป็นน้องชายคนเล็กของตี้ซานหมิง
ซุนเจินรู้แก่ใจ หน้ายิ้มแย้ม ก่อนอื่นขอโทษเด็กหนุ่มที่ถูกเขาขว้างถูก แล้วจึงกล่าวกับตี้ซานหลานว่า "ที่แท้คือท่านตี้ซาน ได้ยินกิตติศัพท์มานาน วันนี้มีวาสนาได้พบ สมจริงดังที่ชาวตำบลร่ำลือ ทั้งสง่าทั้งกำยำ" แล้วทำสัญญาณให้งักจิ้นจูงม้ามา
ตี้ซานหลานพลิกมือฉวยม้าของงักจิ้นไว้ ถลึงตาขมวดคิ้ว โกรธใส่งักจิ้นว่า "ทำอะไร จะไปหรือ วางเงินไว้ก่อน"
ซุนเจินกล่าวว่า "ท่านงักผู้นี้เป็นสหายของข้า วันนี้มาในตำบลก็เพื่อมาเยี่ยมข้า ท่านตี้ซาน ท่านว่า 'วางเงินไว้' ไม่ทราบว่าหมายความว่าอย่างไร"
ตี้ซานหลานกล่าวว่า "เจ้าเตี้ยผู้นี้เป็นสหายท่านซุนหรือ เหอะ ๆ พวกข้าไม่รู้จริง ๆ ล่วงเกินไป ขออภัย ขออภัย" ปากขอขมา แต่มือไม่ปล่อย พูดเพราะ แต่ก็ไม่ยอมปล่อยงักจิ้นไป
ซุนเจินขมวดคิ้วเล็กน้อย กล่าวว่า "ท่านตี้ซาน นี่ท่านหมายความว่าอย่างไร"
นับแต่ศักราชเจี้ยนอู่ในรัชสมัยพระเจ้ากวงอู่ฮ่องเต้ ครั้งตระกูลตี้ซานนี้เพิ่งมาถึงตำบลในตอนต้น ตระกูลเขาก็แก่งแย่งวางอำนาจในศาลา ระรานในตรอกซอย จนบัดนี้เกือบร้อยห้าสิบปี ระหว่างนั้นก็ไม่รู้เปลี่ยนหัวหน้าตระกูลมากี่คน ผ่านเซ่อฟูชั้นมีศักดิ์มากี่คน แม้ในตระกูลก็มีคนที่ฝ่าฝืนกฎหมายจนถูกประหารใต้คมดาบ มีคนที่ฆ่าคนจนต้องหลบหนีลี้ภัย แต่นิสัยอันธพาลฝ่าฝืนกฎหมายอย่างไม่เกรงกลัวกลับไม่เคยเปลี่ยน
ก็ด้วยเหตุนี้ จากแต่เดิมที่ถูกชาวตำบลดูแคลน จนบัดนี้พวกเขากลับถูกชาวตำบลหวาดกลัว จากแต่เดิมที่ถูกที่ว่าการกดข่ม จนบัดนี้ กลับกลายเป็นเซ่อฟูชั้นมีศักดิ์ที่อ่อนแอบางคนต้องคอยดูสีหน้าพวกเขาปฏิบัติงาน
ซุนเจินอายุยังน้อย อีกทั้งเป็นคนต่างถิ่น ตี้ซานหลานอาศัยชื่อเสียงดุดันของตระกูล วางอำนาจในตำบลมานาน ไฉนจะใส่เขาไว้ในสายตา ถ้อยคำแม้ดูนอบน้อม แต่ไม่ยอมหลีกแม้ครึ่งก้าว กล่าวว่า "เจ้าเตี้ยผู้นี้ตอนเดินผ่านหน้าลี่ของข้า ถ่มน้ำลายใส่ประตูลี่ข้า หยามพวกข้า ตระกูลข้าวีรบุรุษสืบกันมาหลายชั่วคน สกุลรุ่งโรจน์ในตำบล ไฉนจะทนรับความอัปยศเช่นนี้ได้ ข้าจึงเข้าไปเจรจาด้วยทันที เขากลับลงมือทุบตีคน..."
ราวกับเข้ากับคำพูดเขา ในกลุ่มคนมีเด็กหนุ่มสองคนเบียดออกมา ล้วนจมูกเขียวหน้าบวม เขากล่าวต่อว่า "ท่านซุนดูสิ ตีพวกข้าจนเป็นเช่นนี้ หยามคนก่อน แล้วยังทุบตีคนอีก ไร้มารยาทเช่นนี้ ไฉนจะปล่อยให้เขาผ่านไปง่าย ๆ ได้"
ซุนเจินขมวดคิ้ว นึกในใจว่า "เรื่อง 'ถ่มน้ำลายหยามคน' นั้นต้องเป็นเรื่องเหลวไหลแน่ งักจิ้นเป็นคนต่างถิ่น เพียงเดินผ่านหน้าลี่พวกเขา ไม่มีเรื่องบาดหมางแค้นเคืองกัน ไฉนจะหยามพวกเขา เรื่อง 'ทุบตีคน' ก็เชื่อไม่ได้ ต่อให้ลงมือ ก็คงตระกูลตี้ซานนี้ลงมือก่อน ตามที่ข้าเห็น งักจิ้นนิสัยหนักแน่นสุขุม ไม่ใช่คนหุนหันเด็ดขาด หากไม่ถูกบีบบังคับ ก็คงไม่ยอมลงมือทุบตีคนแน่"
จริงดังที่เขาคาด งักจิ้นโกรธจัด ถลึงตาตวาดว่า "ไอ้เด็กเวร ยังกล้ากลับดำเป็นขาว กลับขาวเป็นดำอีก ข้าเดินผ่านหน้าลี่เจ้า มีลมพัดมา กินฝุ่นเข้าไป ไยจะถ่มออกมาไม่ได้ 'ทุบตีคน' หรือ ใครเล่าลงมือทุบตีก่อน ข้าพูดดี ๆ เจรจากับพวกเจ้า พวกเจ้าบีบบังคับไม่ปล่อย ข้าขอโทษก็ยังไม่ได้ พวกเจ้ายังลงมือแย่งม้า ม้าตัวนี้ท่านซุนให้ข้ายืม ไฉนข้าจะยกให้พวกเจ้าได้ พวกเจ้ายังเงื้อแขนลงมือ ข้าจำใจตอบโต้ พวกเจ้าสู้ไม่ได้ ก็มาขู่กรรโชกเอาเงินทอง...ไม่มีเหตุผลเอาเสียเลย"
แต่เดิมงักจิ้นยังไม่โกรธถึงเพียงนี้ คราวนี้โมโหจริง ๆ ด้านหนึ่งเขาโกรธพวกอันธพาลอย่างตี้ซานหลานที่แย่งม้าขู่เอาเงิน แต่ที่ทำให้โกรธยิ่งกว่าคือตี้ซานหลานกลับดำเป็นขาว ป้ายสีเขาต่อหน้าซุนเจิน เขาหนักแน่นก็จริง แต่ไม่ใช่คนขลาดกลัวเรื่องเด็ดขาด ไม่เช่นนั้นก็คงไม่ชักดาบลงมือฆ่าโจรจนสิ้นยามพบโจรบนทาง
ยามนี้โทสะพลุ่งขึ้นใจ โกรธถึงขีดสุด เขายื่นมือกดกระบี่ที่เอว ยืดตัวโกรธว่า "วันนี้ข้ามาตำบลเจ้า ก็เพราะมีนัดกับท่านซุน ไม่อยากก่อเรื่องยุ่งให้ท่านซุน ไม่เช่นนั้น ไอ้พวกหนูพวกเจ้า ถูกข้าฟันคากระบี่ไปนานแล้ว"
ตี้ซานหลานไม่รู้ว่าเขาพูดความจริง นึกว่าเขาคุยโม้ จึงเยาะหยันว่า "เจ้าเตี้ย สูงไม่ถึงเจ็ดฉื่อ ผอมแห้งดั่งวอก ก็ยังกล้าพูดโต" เด็กหนุ่มทั้งหลายหัวเราะลั่น
งักจิ้นหน้าแดงก่ำ จะชักกระบี่ออกจากฝัก
ซุนเจินรีบว่า "บุ๋นเคี้ยม ช้าก่อน" งักจิ้นถูกยั่วจนโมโห กระบี่นี้ชักออกต้องเลือดสาดกลางที่แน่ ซุนเจินไม่กลัวรับผิดชอบ แต่ฆ่าคนแล้ว งักจิ้นจะทำเช่นไร มีเพียงสองทาง ไม่ถูกประหารก็ต้องหลบหนี ล้วนไม่ใช่สิ่งที่เขาอยากเห็น จึงรีบห้ามไว้ นึกในใจว่า "ตี้ซานหลานยโสถึงเพียงนี้ ไม่เพียงขู่กรรโชกคนสัญจร แม้แต่ข้าก็ไม่ใส่ในสายตา หากปล่อยปละละเลย ภายหน้าข้าก็ไม่มีบารมีในตำบลให้พูดถึงอีก ความพากเพียรหลายเดือนก็ต้องสูญเปล่า" ในตาประกายวับ ตัดสินใจ "ภัยจากฟ้ายังพออภัย ภัยที่คนก่อไม่อาจอยู่รอด(2) ข้าแต่เดิมคิดจะรอสืบความจริงเท็จของตระกูลเขากระจ่างเสียก่อนค่อยวางแผน แต่ดูจากวันนี้แล้ว ก็ไม่ต้อง 'ค่อยวางแผน' อีกแล้ว" จึงถามว่า "ท่านตี้ซาน ถ้าเช่นนั้นท่านต้องการอย่างไร"
"ท่านซุน ข้าได้ยินว่าท่านเป็นลูกหลานตระกูลใหญ่ เคยเป็นนายกองศาลาฝานหยาง ย่อมรู้กฎหมาย ตามกฎหมายว่า 'วิวาทแต่ยังไม่ถึงบาดเจ็บ ผู้มีบรรดาศักดิ์ต่ำทำร้ายผู้บรรดาศักดิ์สูง ปรับทองสี่เหลี่ยง(ตำลึง)'(3)" แล้วถามงักจิ้นว่า "เจ้ามีบรรดาศักดิ์อันใด"
งักจิ้นอายุยี่สิบเศษ ไล่เลี่ยกับซุนเจิน สามสิบปีมานี้ ราชสำนักพระราชทานบรรดาศักดิ์ราษฎรเพียงครั้งเดียว เขาย่อมมีแต่บรรดาศักดิ์ขั้นแรกคือกงซื่อเท่านั้น
ตี้ซานหลานกล่าวว่า "สองคนที่ถูกเจ้าทุบตีล้วนเป็นซ่างจ้าว บรรดาศักดิ์สูงกว่าเจ้า ต้อง 'ปรับทองสี่เหลี่ยง' สองคนรวมแปดเหลี่ยง ก็คือครึ่งจิน(ชั่ง) บัดนี้ทองหนึ่งจินเท่ากับสองหมื่นเฉียน(เบี้ย) ครึ่งจินก็คือหนึ่งหมื่น"
งักจิ้นโกรธว่า "เด็กหนุ่มสองคนที่ข้าตีบาดเจ็บนั้น คนหนึ่งอายุเพียงยี่สิบเอ็ดยี่สิบสอง คนหนึ่งยังไม่เข้าพิธีสวมกวานด้วยซ้ำ บรรดาศักดิ์ 'ซ่างจ้าว' มาจากไหน"
ตี้ซานหลานยกเหตุผลข้าง ๆ คู ๆ ว่า "สองคนนี้สืบทอดบรรดาศักดิ์จากบิดา ไม่ได้หรือ"
ซุนเจินรู้ทั้งรู้ว่าที่เขาพูดไม่จริง ข่มความโกรธ กล่าวว่า "ถ้าเช่นนั้น ท่านต้องการให้เขาชดใช้หนึ่งหมื่นเฉียนหรือ"
ตี้ซานหลานส่ายหน้าอย่างแรง "หาใช่ หาใช่"
"แล้วท่านหมายความว่าอย่างไร"
"ตามกฎหมายอีกว่า 'ทำร้ายคนถึงบาดเจ็บ ต้องโทษไน่(4) และชดใช้เงิน' เจ้าเตี้ยผู้นี้ไม่เพียงตีคน ยังทำให้บาดเจ็บด้วย ต้องชดใช้อีกคนละสองหมื่น"
หนึ่งหมื่นบวกสี่หมื่นก็คือห้าหมื่น ซุนเจินนึกในใจว่า "เจ้าก็กล้าเรียกจริง ๆ" ถามว่า "ห้าหมื่นเฉียนหรือ"
ซุนเจินสูงเจ็ดฉื่อเจ็ดชุ่น ไม่ถึงตี้ซานหลาน งักจิ้นสูงเจ็ดฉื่อเศษ ยิ่งห่างกว่ามาก ตี้ซานหลานแอ่นอกพุงพลุ้ย แหงนหน้ามองต่ำ มองดูสองคน วางท่ายโสกล่าวว่า "นอกจากเงินแล้ว ยังต้องโทษไน่ด้วย เจ้าเตี้ยผู้นี้ตัวก็เตี้ยอยู่แล้ว หากถูกโกนจอนผมหนวดเคราอีก ก็ยิ่งดูไม่ได้ พวกข้าก็ไม่ใช่คนใจร้าย ไม่อยากทำการชั่วเช่นนี้ จะไม่ไปฟ้องร้องที่ที่ว่าการ โทษไน่นี้ก็ยกเว้นให้เขาเสีย"
"ยกเว้นให้หรือ" ซุนเจินไม่เชื่อว่าเขาใจดีถึงเพียงนี้ รู้ว่าต้องมีต่อแน่
จริงดังคาด ตี้ซานหลานกล่าวต่อว่า "โทษแม้ยกเว้นได้ แต่เงินยกเว้นไม่ได้ ตามกฎหมายอีกว่า 'ไถ่โทษไน่ ทองสิบสองเหลี่ยง'(5) ก็คือหนึ่งหมื่นห้าพัน รวมกับที่ว่ามาก่อน ขอเพียงเจ้าเตี้ยผู้นี้ควักเงินหกหมื่นห้าพันเฉียนออกมา ข้าก็จะปล่อยเขาไป"
## เชิงอรรถ
(1) **ฉื่อ / ชุ่น** (尺 / 寸): หน่วยความยาวจีนโบราณ ยุคฮั่นตะวันออกหนึ่งฉื่อยาวราว 23 เซนติเมตร หนึ่งชุ่นเท่ากับหนึ่งในสิบฉื่อ (ราว 2.3 เซนติเมตร)
(2) **ภัยจากฟ้ายังพออภัย ภัยที่คนก่อไม่อาจอยู่รอด** (天作孽犹可恕,人作孽不可活): สุภาษิตว่าเคราะห์ที่ฟ้าบันดาลยังพอหลีกได้ แต่เคราะห์ที่คนก่อขึ้นเองด้วยความชั่วนั้นยากจะรอดพ้น
(3) "วิวาทแต่ยังไม่ถึงบาดเจ็บ ผู้มีบรรดาศักดิ์ต่ำทำร้ายผู้บรรดาศักดิ์สูง ปรับทองสี่เหลี่ยง" — บทบัญญัติกฎหมายยุคฮั่น
(4) **โทษไน่** (耐): โทษอาญาเบายุคฮั่น โกนหนวดเคราและจอนผมทิ้งเป็นการประจาน ยังไม่ถึงขั้นโกนศีรษะ
(5) "ไถ่โทษไน่ ทองสิบสองเหลี่ยง" — บทบัญญัติให้ไถ่ถอนโทษไน่ด้วยทองสิบสองเหลี่ยง คิดเป็นเงินหนึ่งหมื่นห้าพันเฉียน