ราตรีดำสนิท คืบคลานเข้ามาขับไล่รัศมีอ่อนแรงของอาทิตย์อัสดงโดยไม่รู้ตัว ห่อหุ้มทั่วแผ่นดิน
บนท้องนภา มวลเมฆาอันหนาทึบเคลื่อนตัวมาอย่างไร้ร่องรอย บดบังจันทร์กระจ่างที่เคยสุกใส ประหนึ่งกดทับทั่วลกเอี๋ยงด้วยไอเย็นยะเยือกน่าขนลุก ราวกับเมฆอสูรที่แค่ยื่นมือก็ไขว่คว้าได้ ลมหนาวพัดหวีดหวิว กิ่งก้านอันเปลือยเปล่าของไม้ไกลโพ้นสั่นสะท้านคล้ายหวาดผวาใคร่หลีกลี้ แต่กลับถูกแผ่นดินรั้งตรึงไว้แน่น ภายใต้แสงดาวที่เล็ดลอดเมฆมืด ทอดเงาหวั่นไหวระเกะระกะ
ภายในราชสำนักกว้างใหญ่ แสงตะเกียงริบหรี่ส่องสว่างเป็นจุด ๆ สั่นไหวเลือนราง ราวกับเด็กถูกบีบบังคับให้ชำเลืองมองเมฆาหม่นครึ้มที่หนาทึบขึ้นด้วยความหวาดผวา เป็นระยะ ๆ ลมกรรโชกผ่านช่องรู ส่งเสียงครวญครางยืดเยื้อหลอกหลอนดุจวิญญาณ ประดุจสตรีสะอื้นเป็นพัก ๆ หรือเด็กกรีดร้องฉับพลัน กิ่งไม้ชิดประชิดเสียดสีกันดังกร๊อบแกร๊บ คล้ายเสียงหัวเราะเย้ยหยันของทูตจากนรก
วังหลวง ราวกับสุสานโบราณ ท่ามกลางลมเย็นยะเยือก แสงไฟประหนึ่งเปลวผีพรายพราวพริบ ลุกวาบดับวูบ
ทันใดนั้น ลมกรรโชกหอบหนึ่งพัดกระหน่ำ กิ่งก้านของต้นไม้ส่ายคลั่ง ตัวสั่นสะท้านเกี่ยวพันกับเพื่อนข้างเคียง ประตูหน้าต่างกระแทกขอบกรอบราวกับถูกสิง ส่งเสียงครืดคราดหนักแน่นดังลั่น ระบายความหวาดกลัวและไร้ที่พึ่ง
ซูหนิงโบกมือไปข้างหลัง จ้องมองเบื้องหน้าอย่างตั้งใจครู่หนึ่ง ลูบมือเข้าด้วยกัน ก่อนเป่าลมหายใจขุ่นขาวออกมาแล้วก้าวออกไปต้านลม ในช่วงกลางวันฮ่องเต้หลิวหงพอพระทัยซูหนิงอย่างมาก ไม่แน่ว่าชื่นชมตัวเขาหรือชื่นชมในอาหารที่เขาทำ หลิวหงยืนกรานให้ซูหนิงอยู่ร่วมโต๊ะเสวยยามค่ำ ซูหนิงมิได้ปลดทุกข์มาตลอดวัน บัดนี้เหลือจะทน จึงออกมาปลดทุกข์เสียหน่อย
