# ตอนที่ 215 — ฟ่านเฉิง
งักจิ้นเหลียวตาดูซ้ายดูขวา เห็นว่าบรรดาบริวารผู้ติดตามซ้ายขวาล้วนเป็นคนสนิทของซุนเจินทั้งสิ้น จึงตอบว่า "ไม่ซ่อนเร้นท่านได้ ราษฎรเหล่านี้ข้าน้อยไม่ได้ตั้งใจจะพาไปแต่ต้น"
ซุนเจินฉงนยิ่งขึ้นไปอีก เพิ่งคิดว่างักจิ้นเป็นผู้มีน้ำใจกรุณา ไม่ทันคาดว่าเขาจะพูดเช่นนี้ออกมา จึงถามว่า "ไม่ได้ตั้งใจจะพาไป แล้วทำไมจึงยังพามา"
งักจิ้นลดเสียงตอบว่า "ราษฎรเหล่านี้สมัครพึ่งเรา เพราะนับถือกิตติศัพท์ของท่าน มาขอพึ่งพิงพวกเรา ขอเอาชีวิตรอด หากข้าน้อยขับไล่ไปเสีย ข้าเกรงว่าจะทำให้เสื่อมเสียชื่อเสียงอันดีของท่าน"
ซุนเจินจึงเข้าใจ นึกในใจว่า "เจ้าห่วงใยข้าอยู่แท้ ๆ"
ชาวสองฮั่น(1)ให้ความสำคัญแก่ชื่อเสียงและศักดิ์ศรีเป็นยิ่งนัก ไม่ว่าจะเป็น "ขจัดความขุ่นยกความใส ไม่เกรงกลัวผู้มีอำนาจ" ของขุนนางบัณฑิตสกุลสูง หรือ "ใฝ่ยุทธจักร นับถือศักดิ์ศรี ไม่หวั่นตาย ถือสัจจะ" ของนักเลงท้องถิ่น ล้วนสรุปรวมได้ในถ้อยคำสามคำว่า "ให้ความสำคัญแก่ชื่อเสียงและศักดิ์ศรี" ยิ่งในยุคฮั่นตะวันออกยิ่งเป็นเช่นนั้น
ซือหม่ากวัง(2)แห่งยุคซ่งเคยกล่าวไว้ว่า "นับแต่สามราชวงศ์สิ้นสุดลง ความงามแห่งวัฒนธรรมและจารีต ยังไม่มียุคใดเฟื่องฟูเทียบยุคฮั่นตะวันออกได้" ในห้วงเวลากว่ายี่สิบปีที่พรรคบัณฑิตถูกล้าง บัณฑิตผู้มีอุดมการณ์นับร้อยนับพันต่างยอมครอบครัวแตกพัง สิ้นเนื้อประดาตัว แต่ไม่ยอมเปื้อนชื่ออันสะอาดของตน ก็เป็นหลักฐานประจักษ์อย่างหนึ่ง ด้วยเหตุนี้ จึงมีผู้พูดไว้อีกว่า "บัณฑิตผู้ยึดชื่อเสียงและศักดิ์ศรีในสองฮั่น ยิ่งไม่มียุคใดเทียบเหตุการณ์ล้างพรรคบัณฑิตได้"
เหตุที่ชาวสองฮั่น โดยเฉพาะชาวฮั่นตะวันออก จะก่อรูปวัฒนธรรมเช่นนี้ขึ้นมาได้นั้น มีเหตุหลายประการ ที่สำคัญที่สุดไม่พ้นสองประการ ประการหนึ่ง วัฒนธรรมชาวสองฮั่นเรียบง่ายแข็งแกร่ง ประการที่สอง ก็เพราะการส่งเสริมของชนชั้นผู้ปกครอง
ฮั่นตะวันตกยังละไว้ก่อน พระเจ้าทั้งหลายแห่งฮั่นตะวันออกทรงเรียนบทเรียนจากการที่อองมังแย่งราชสมบัติ นับแต่พระเจ้ากวงอู่ตี้เป็นต้นมา ก็ทรงเน้นพิเศษในการยกย่องบัณฑิตผู้มีชื่อเสียงและศักดิ์ศรี พร้อมกันนั้นก็ทรงส่งเสริมการศึกษาคัมภีร์ขงจื๊ออย่างแข็งขัน ความคิดลัทธิขงจื๊อที่พัฒนามาจนถึงยุคฮั่นตะวันออก ให้ความสำคัญแก่ความประพฤติด้านคุณธรรม อาทิ จงรักภักดี กตัญญู มีอุดมการณ์ มีความชอบธรรม ซื่อสัตย์ อ่อนน้อม สิ่งเหล่านี้ย่อมเป็นปัจจัยสำคัญยิ่งในการก่อรูปวัฒนธรรมบัณฑิตและวัฒนธรรมราษฎรในครั้งนั้น นอกจากนี้ แบบแผนการคัดเลือกบุคคลของฮั่นตะวันออกก็มีอิทธิพลสำคัญยิ่งในการก่อรูปวัฒนธรรมเหล่านี้ด้วย การคัดเลือกบุคคลของฮั่นตะวันออกส่วนมากผ่านการสรรหาและการฝากตัวเป็นบริวาร ซึ่งทั้งสองทางนั้นขึ้นอยู่กับสองสิ่ง สิ่งหนึ่งคือสกุลและชาติกำเนิด อีกสิ่งหนึ่งคือชื่อเสียงในท้องถิ่น กล่าวคือหากประสงค์จะรับราชการ ก็ต้องมีชื่อเสียงอันดี
ซุนเจินมาอาศัยอยู่ในยุคสองฮั่นนี้มานมนานกว่าสิบปีแล้ว เข้าใจวัฒนธรรมของสองฮั่นดียิ่ง บัดนี้ได้ยินงักจิ้นพูดเช่นนี้ ก็รู้สึกชื่นใจยิ่งนัก ไม่ใช่เพราะสิ่งอื่น หากแต่เพราะงักจิ้นขณะท่องเที่ยวอยู่ท่ามกลางแดนข้าศึก อยู่ในห้วงอันตรายถึงชีวิต ยังนึกถึงเขาอยู่
ซุนเจินตบต้นแขนงักจิ้น หัวเราะกล่าวว่า "ข้าเพียงแค่อดีตตูโหยว(3) บัดนี้เป็นปิงเฉาเฉวียน(4) ขุนนางร้อยสือ(5)เล็กน้อยเท่านั้น ในเขตจะมีชื่อเสียงอันดีอะไรได้" หันหน้าไปมองราษฎรที่กำลังรอข้ามแม่น้ำอยู่ฝั่งตรงข้าม แล้วหันกลับมากล่าวว่า "ทว่าที่เจ้าทำเช่นนี้ก็ดีนัก ยามบ้านเมืองวุ่นวาย ผู้ที่ได้รับความทุกข์เสมอก็คือราษฎร อนิจจา ราษฎรไร้ความผิดอะไรเลย"
แม่น้ำเองฉวน(6)ไม่ได้แคบนัก แต่ก็ไม่ได้กว้างนัก กระชั้นชิดเกินไป จะพาดสะพานทุ่นก็ไม่ทันได้
ท่านบุนไท่โส่วยังรออยู่ในที่ว่าการ ไม่อาจให้ท่านรอนานเกินไป ซุนเจินสั่งสวี่จ้งไว้ว่า "รอให้เสี่ยวเซี่ยกับเจียงหูพาคนข้ามแม่น้ำมาแล้ว ให้สองคนนั้นพาเสิ่นหรงกับฟ่านเฉิงมาที่ว่าการไท่โส่วทันที"
สวี่จ้งรับคำสั่ง
บรรดาผู้คนก็พากันไปที่ว่าการไท่โส่วก่อน
งักจิ้นเป็นต้นมาโดยสวัสดิภาพ อีกทั้งยังพาคนมาได้หลายพันคน ซุนเจินดีใจยิ่งนัก วันดีคืนดีหลายวันหน้าตาเขาไม่ได้ยิ้มนัก คราวนี้ก็ยิ้มออกมา ระหว่างทางก็สนทนาสารทุกข์สุกดิบกับงักจิ้นไปตลอด จนถึงนอกที่ว่าการไท่โส่ว ก็ให้เจียงฉินเป็นต้นรออยู่ข้างนอก พาแต่งักจิ้นเข้าไปภายใน
เข้าไปในที่ว่าการ ขึ้นไปบนโถงประชุม ซุนเจินก็เข้าแจ้งเรื่องราวทั้งปวงที่งักจิ้น เสี่ยวเซี่ย และเจียงหูเผชิญมาทีละเรื่อง และแจ้งให้ทราบด้วยว่าคนทั้งสามพาผู้คนมาหลายพันเป็นกำลังเสริมตามความเป็นจริง
ดังที่ซุนเจินคาดไว้ ท่านบุนไท่โส่วดีใจยิ่งนัก ชมงักจิ้นซ้ำแล้วซ้ำเล่าว่า "บัณฑิตผู้จงรักและกล้าหาญแท้!" สั่งให้นำทองห้าสิบตำลึงออกจากคลัง มอบรางวัลแก่งักจิ้น เสี่ยวเซี่ย และเจียงหูสามคน
จงฮิว ตู้อิ้ว ซุนฮิว ต่างก็ยินดีปรีดาเป็นอย่างยิ่ง
ยามวิกฤตเช่นนี้ มีคนเพิ่มขึ้นหนึ่งก็มีกำลังเพิ่มขึ้นหนึ่งส่วน
ที่งักจิ้น พามาคราวนี้ได้ผู้คนหลายพันทีเดียว แม้เกือบครึ่งเป็นราษฎรสามัญ ทว่าอีกครึ่งที่เหลือ ไม่ว่าจะเป็นพวกเถี่ยกวานถู(7)หรือเหล่าผู้กล้าจากตระกูลใหญ่และชายฉกรรจ์ที่สมัครเข้าร่วมทัพ ล้วนเป็นชายฉกรรจ์แข็งแกร่งอย่างแท้จริง เพียงจัดหาอาวุธให้แล้วก็ตั้งเป็นทัพได้
จะไม่พักกล่าวอื่น แต่เพียงว่าเมืองเอี้ยงเต๊กตั้งแต่วันนี้เป็นต้นไปก็แน่นหนาปลอดภัยดังทอง
ทว่าไม่ใช่ทุกคนจะดีใจเช่นนี้ อู่กวานเฉวียน(8)หานเลี่ยงเป็นห่วงกังวลอยู่ลึก ๆ
หานเลี่ยงสืบสาวจากตระกูลหานแห่งอู่หยาง เป็นตระกูลใหญ่มีชื่อในเขต ประพฤติตนตามขนบแต่ไหนแต่ไร
เขาผิดสีหน้ากล่าวว่า "เถี่ยกวานถูนั้นคือนักโทษ บัดนี้ไม่ใช่คราวมีการอภัยโทษ ทั้งไม่มีโองการฮ่องเต้ จะรีบรวบมาตั้งเป็นทัพ ก็เป็นการขัดกฎหมาย หากต่อมาราชสำนักจะสอบสวนเรียกถามขึ้นมา ก็จะได้รับโทษไม่เบา!"
ซุนเจินกล่าวว่า "แต่โบราณมีตัวอย่างนักโทษเกณฑ์เข้าทัพ ฮั่นตะวันตกสมัยพระเจ้าฮั่นอู่ตี้(9) เคย 'รับสมัครนักโทษประหารทั่วแผ่นดินตีเกาเซียน'(9ก) และ 'เกณฑ์ผู้มีฐานะพิเศษเจ็ดประเภท'(10) แห่งราชวงศ์เราก็ยึดถือแบบเก่าฮั่นตะวันตก เคยเกณฑ์ 'ทหารโทษ' และ 'ทหารถอดเครื่องพันธนาการ'(11) หลายครั้งแล้ว บัดนี้กบฏวุ่นวาย เมืองเอี้ยงเต๊กเกือบจะรักษาไว้ไม่ได้ การณ์เร่งด่วนแล้ว แม้ไม่มีโองการฮ่องเต้ ทว่าด้วยทัศนะเล็ก ๆ น้อย ๆ ของเจิน ควรดำเนินตามอำนาจที่มี ไม่ควรยึดติดแบบแผนธรรมดา หากต่อมาราชสำนักจะสอบสวน เจินจะรับแทนคนเดียว!"
ท่านบุนไท่โส่วยังมีน้ำอกน้ำใจอยู่บ้าง กล่าวว่า "ที่ท่านซุนเชวียนกล่าวนั้นถูกต้อง การณ์เร่งด่วนก็ต้องใช้อำนาจที่มี บัดนี้การณ์เร่งด่วน ก็ต้องดำเนินตามอำนาจที่มี เพียงแต่มีประการหนึ่ง เถี่ยกวานถูล้วนเป็นผู้ร้ายกาจทั้งสิ้น ให้พวกเขาช่วยรักษาเมืองเอี้ยงเต๊ก จะไว้วางใจได้หรือ"
ซุนเจินคิดมาก่อนแล้ว จึงตอบว่า "จู่ปู้(12)ของโรงเหล็กคืองักจิ้นนั้นกล้าหาญ สามารถครองใจผู้คนได้ เถี่ยกวานถูหลายคนเคยได้รับบุญคุณจากเขา มีเขาอยู่ เถี่ยกวานถูน่าจะไม่ก่อวุ่นวาย หากท่านไม่วางใจ เจินจะรวมปินเค่อ(13)ในสังกัดเจินกับเถี่ยกวานถูคละกันตั้งเป็นหน่วยเดียว แม้สู้รบมาติดต่อกันหลายวัน ปินเค่อในสังกัดเจินยังมีกว่าสองร้อยคน บัดนี้เถี่ยกวานถูที่มานั้นมีเพียงพันคนเท่านั้น ข้างบนมีงักจิ้นบังคับบัญชา ข้างล่างมีปินเค่อกว่าสองร้อยคนในสังกัดเจินคอยควบคุมดูแล เช่นนี้ก็วางใจได้โดยสิ้นเชิงแล้ว"
ท่านบุนไท่โส่วพยักหน้ากล่าวว่า "เช่นนี้ดีนัก"
ได้รับอนุมัติแล้ว ซุนเจินดีใจในใจ
ข้างบนมีงักจิ้น ข้างล่างมีปินเค่อกว่าสองร้อยคน ไม่เพียง "วางใจได้โดยสิ้นเชิง" ไม่เพียงมั่นใจได้ว่ากองทัพนี้จะไม่ก่อวุ่นวาย หาก "วางใจได้โดยสิ้นเชิงว่าจะเก็บกองทัพนี้ไว้ในกำมือแล้ว"
พูดตามจริง เมื่อเขาเสนอวิธีนี้ขึ้น ใจก็ยังหวั่น ๆ กลัวว่าท่านบุนไท่โส่วจะระแวงหรือปฏิเสธ ไม่คาดว่าท่านบุนไท่โส่วจะยอมรับง่ายดายถึงเพียงนี้
ครั้นคิดไตร่ตรองดูก็ไม่น่าแปลกใจ
ประการแรก ทัพโพกผ้าเหลืองบุกมาถึงหน้าเมืองแล้ว ท่านบุนไท่โส่วยุ่งสุดขีด แทบดูแลตัวเองไม่ไหว จะเลือกเวลาไหนไปคิดถึงสิทธิ์ในการบังคับบัญชาทัพ "นักโทษพันเศษ" เหล่านี้เล่า ประการที่สอง ซุนเจินรู้ว่าลัทธิไท่ผิงก่อกบฏครั้งนี้เป็นจุดเริ่มต้นแห่งความวุ่นวายทั่วแผ่นดิน แต่ท่านบุนไท่โส่วไม่รู้ ในใจของท่าน กบฏโพกผ้าเหลืองครั้งนี้แม้ดุดันรุนแรง แต่เพียงกำลังราชสำนักมาถึงก็จะสงบได้ในพริบตา ครั้นถึงเวลานั้น คนพันเศษนี้ก็ต้องถูกปลดออกเป็นธรรมดา ก็ต้องถูกปลดอยู่ดี แถมไม่ใช่ทหารมณฑล สิทธิ์บังคับบัญชาเพียงเล็กน้อยเช่นนี้จะไปแย่งกันทำไมเล่า
เสร็จสิ้นเรื่องเถี่ยกวานถู จงฮิวก็นึกขึ้นมาได้เรื่องหนึ่ง กล่าวขึ้นว่า "ท่านไท่โส่ว ข้าน้อยเพิ่งได้ยินท่านซุนเชวียนกับท่านจู่ปู้งักจิ้นกล่าวว่า มีเหล่าผู้กล้าและชายฉกรรจ์จากทางเหนือของเขตมาสมัครเข้าร่วมทัพไม่น้อย ดังที่กล่าวกันว่า 'ในหนึ่งหมู่บ้านย่อมมีผู้จงรักและดี' เขตของเราปกครองสิบเจ็ดอำเภอ ราษฎรกว่าล้านคน มีไพร่กบฏเยี่ยงพวกนักพรตนั้น แต่บัณฑิตผู้จงรักก็ต้องมีมากกว่าแน่ บัดนี้เมืองเอี้ยงเต๊กของเราคลายวงล้อมแล้ว ไพร่ก็ถอยไปแล้ว ถือโอกาสว่างนี้ ท่านไท่โส่วไม่ลองออกประกาศ เกณฑ์ผู้กล้าหาญในเขตมาร่วมต้านมอดสีเทา(14)กับพวกเรา"
ท่านบุนไท่โส่วเห็นด้วยอย่างยิ่ง กล่าวรับว่า "ดี!"
กล่าวแล้วก็ลงมือ สั่งให้จู่ปู้(12)อ้องหลานแต่งประกาศตามความคิดของจงฮิว แล้วมอบให้จงฮิว สั่งให้จัดส่งไปทุกที่ในเขตในทันที เขตนั้นกว้างใหญ่ ประกาศแผ่นเดียวไม่พอใช้ จงฮิวรับประกาศแล้วลาจากที่นั่ง ออกไปให้คนลอกสำเนาก่อน ครั้นลอกสำเนาได้หลายแผ่นแล้ว ก็เลือกเสมียนผู้กล้าและขยันแจกส่งประกาศไปทุกแห่งในเขต
……
ระหว่างสนทนากันอยู่ มีเสมียนมาแจ้งที่ประตูโถงประชุมว่า "มีผู้คนหลายนายขอเข้าเฝ้าท่านไท่โส่ว"
เรียกเข้ามาพบ เห็นว่าเป็นเสี่ยวเซี่ย เจียงหู เสิ่นหรง และฟ่านเฉิงสี่คน
เสิ่นหรงสวมเครื่องแบบราชการสีดำ คาดตราทองแดงสายถักสีดำ แม้ยืนอยู่หน้าสุดก็ยังสั่นเทิ้มอยู่
เสี่ยวเซี่ยกับเจียงหูสองคน นุ่งเสื้อผ้าหยาบสวมรองเท้าผ้า ก่อนเข้าโถงประชุมก็ถอดดาบออก กดผู้หนึ่งไว้ ยืนอยู่เบื้องหลังเสิ่นหรง หลายเดือนไม่ได้พบกัน สองคนไม่มีอะไรเปลี่ยนแปลง เพียงแต่เหมือนงักจิ้น ดูเดินทางมาไกลฝุ่นจับหน้ามอม มวยผมรุ่งรังสกปรกน่าดู ครั้นสองคนเข้ามาในโถงประชุม ซุนเจินก็ยิ้มน้อย ๆ พยักหน้าให้ แต่ก็รีบเบือนสายตาไป ทอดสายตาตรงไม่หันไปทางข้าง
ผู้ที่เสี่ยวเซี่ยกับเจียงหูกดไว้นั้นก็คือฟ่านเฉิง(15)นั่นเอง หน้าตาน่าสงสารที่สุด หน้าช้ำตัวบวม ถูกมัดอย่างแน่นหนา
ท่านบุนไท่โส่วกับฟ่านเฉิงต่างเป็นชาวน่ำเอี๋ยง เป็นเพื่อนร่วมมณฑล ต้นปีครั้งได้ยินข่าวว่าเตียวก๊กก่อกบฏ ซุนเจินเคยฝากจงฮิวกราบทูลท่านบุนไท่โส่ว ขอให้จับกุมฟ่านเฉิง ท่านบุนไท่โส่วอ้างว่า "ข้ากับฟ่านเฉิงเป็นคนบ้านเดียวกัน เขาไฉนจะทำร้ายข้า" ทรงปฏิเสธจงฮิว
ถ้อยคำครั้งนั้นยังก้องอยู่ในหู แต่ฟ่านเฉิงกลับเป็นดังที่จงฮิวว่าไว้ ตั้งใจจะก่อกบฏจริง ๆ
บัดนี้พบกันในโถงประชุม แม้คนหนึ่งเป็นไท่โส่ว อีกคนเป็นนักโทษแล้ว แต่ก็ยังรู้สึกอึดอัดอยู่ดี
โชคดีที่จงฮิวเพิ่งออกไปก่อน ทำให้บรรเทาความอึดอัดใจลงได้บ้าง
ซุนเจินสังเกตเห็นสีหน้าของท่าน สังเกตเห็นว่าท่านมองไปที่ที่นั่งซึ่งจงฮิวเพิ่งจากไปโดยไม่ตั้งใจ ก็คิดในใจว่า "โชคดีที่ท่านไม่ทราบว่าจงฮิวเสนอแทนข้ามา หากไม่เช่นนั้น ท่านไม่มีความนิยมชมชอบข้าอยู่แต่เดิม บัดนี้พบฟ่านเฉิงต่อหน้าข้า เหมือนตบหน้าตัวเองซ้าย ๆ ขวา ๆ บางทีอาจอายจนกลายเป็นโกรธ"
ท่านบุนไท่โส่วระงับใจ กล่าวว่า "ฟ่านเฉิง เจ้าก็ร่ำเรียนหนังสือมาแต่เยาว์ ย่อมรู้จักหลักธรรมของปราชญ์ บัดนี้ได้เป็นเถี่ยกวานเฉิง ไม่คิดจะรับใช้แผ่นดิน กลับไปนับถือลัทธิอสุรา ประสงค์ทำในสิ่งอันใหญ่หลวงขัดทำนองคลองธรรม ด้วยเหตุใดเล่า เจ้าถึงแม้ไม่มีใจจงรักต่อราชวงศ์ ก็ควรทราบกฎหมายของราชวงศ์ฮั่นเรา ไฉนเจ้าจึงไม่กลัวการถูกลงโทษประหาร"
"ใจจงรัก ฮ่าๆๆๆๆ"
"เจ้าหัวเราะอะไร"
"ยุคปัจจุบัน บ้านเมืองขุ่นมัว หนูกับแมวนอนเตียงเดียวกัน ผู้สูงก็สูงตลอด กินโดยไม่ต้องทำงาน ผู้ต่ำก็ต่ำตลอด ไม่มีที่เอาเข็มปัก แม้เมืองเองฉวนจะถือว่าเป็นเขตร่ำรวย แต่ท่านบุนกง ท่านออกไปดูเถิด ราษฎรกินอะไร ใส่อะไร! ราษฎรหาเลี้ยงชีพไม่ได้ ราชวงศ์ฮั่นนี้จะน่ารักอะไรได้อีก 'กษัตริย์มองราษฎรดั่งหญ้า ราษฎรก็มองกษัตริย์ดั่งศัตรู'! บัดนี้ท่านเต็งเหลียงซือ(16)ลุกขึ้นทางเหนือแม่น้ำ ผู้กล้าทั่วแผ่นดินขานรับ ทวยราษฎรต่างพากันหันมา ฟ้าสีคราม(17)สิ้นแล้ว ฟ้าสีเหลืองจะตั้งขึ้น! ข้าพ่ายถูกจับ จะตายก็ไม่หวาดหวั่น เสียแต่ว่าไม่อาจรับใช้ท่านเต็งเหลียงซืออีกต่อไปแล้ว!"
ซุนเจินแปลกใจ จ้องมองฟ่านเฉิงอยู่ครู่หนึ่ง เขาจำได้ว่าตอนแรกรู้จักฟ่านเฉิง ฟ่านเฉิงบอกว่าเพราะเจ้าหน้าที่ของลัทธิไท่ผิงช่วยชีวิตเขาไว้ในโรคระบาดหลายปีก่อน ดังนั้นเขาจึงศรัทธาลัทธิไท่ผิง แต่เดิมคิดว่าเขาเป็นแค่ผู้ศรัทธาอย่างงมงาย ไม่คาดว่าเขาจะตอบท่านบุนไท่โส่วเช่นนี้ ซุนเจินคิดในใจว่า "ฟ่านเฉิงนี้ก็ไม่ใช่ผู้ศรัทธาอย่างงมงาย ฟังน้ำเสียงแล้ว เขาก็เป็นคนมีปณิธานผู้หนึ่งแท้ ๆ"
มีหรือไม่มีปณิธานก็ไม่สำคัญ ลัทธิไท่ผิงนี้ก็ไม่อาจสำเร็จได้อยู่ดี
ซุนเจินคิดในใจว่า "แต่ปณิธานของเขา……อนิจจา น่าเสียดาย"
หากวันนี้เขาเป็นผู้กุมอำนาจ บางทีอาจยกเว้นโทษฟ่านเฉิงเพราะถ้อยคำนี้ก็ได้ แต่น่าเสียดายที่ผู้กุมอำนาจคือท่านบุนไท่โส่ว เขาจึงเก็บความเสียดายนิดเดียวนี้ไว้ในใจ ไม่เปล่งวาจาแม้แต่คำเดียว
อู่กวานเฉวียนหานเลี่ยงหน้าซีดเผือก โกรธจนเสียงสั่นเครือ ร้องซ้ำแล้วซ้ำเล่าว่า "ถ้อยคำกบฏขัดทำนองคลองธรรม ถ้อยคำกบฏขัดทำนองคลองธรรม! ท่านไท่โส่ว โปรดรีบให้นำตัวเขาไปประหารนอกที่ว่าการโดยเร็วด้วยเถิด!"
หานเลี่ยงไม่ใช่คนกล้า นิสัยค่อนข้างขลาดกลัว แต่ครั้นได้ยินฟ่านเฉิงพูดเช่นนี้แล้ว ก็สามารถขอท่านบุนไท่โส่วประหารชีวิตเขาได้โดยไม่ลังเล
กุยโต๋ออกมาทูลทัดทานว่า "ฟ่านเฉิงเป็นเถี่ยกวานเฉิงของเขตนี้ ตำแหน่งในหมู่ไพร่กบฏย่อมไม่ต่ำ ไม่ควรฆ่าง่าย ๆ ด้วยทัศนะของข้าน้อย ไม่ดอกหรือท่านจะขังเขาไว้ก่อน ค่อยสอบสวนสกัดข้อมูลแล้วจึงค่อยตัดสิน"
ท่านบุนไท่โส่วพยักหน้า ยังอยากกล่าวกับฟ่านเฉิงอีก แต่มองดูท่าทีที่เขาคุกเข่าอยู่ ก้มหน้าหัวเราะเสียงดังอย่างเลือนลอย ก็กลืนถ้อยคำกลับไป ถอนใจ กล่าวว่า "มาเถิด นำตัวเขาไป ขังไว้ในคุก สอบสวนให้ละเอียด!"
ฟ่านเฉิงไม่ได้ดิ้นรน ปล่อยให้เสมียนนอกโถงประชุมนำตัวไป
ซุนเจินมองส่งเขาออกไป
เขาก้าวเดินอย่างลนลาน ร้องเพลงอย่างบ้าคลั่งว่า "เมื่อใดดวงตะวันจะดับสูญ ข้าจะตายตามเจ้าไปด้วยกัน!(18) ฟ้าสีครามสิ้นแล้ว ฟ้าสีเหลืองจะตั้งขึ้น คืนยาวจะสว่าง คืนยาวจะสว่าง!"
เขาก้าวเดินอย่างลนลานออกไปนานจนพ้นลานแล้ว เสียงร้องก็ยังลอยเข้ามาในโถงประชุมอยู่
---
## เชิงอรรถ
(1) สองฮั่น หมายถึงราชวงศ์ฮั่นทั้งสองช่วง ได้แก่ ฮั่นตะวันตก (ก่อน ค.ศ.) และฮั่นตะวันออก (ค.ศ. 25–220) รวมเรียกว่า "เหลี่ยงฮั่น" หรือ "สองฮั่น"
(2) ซือหม่ากวัง นักประวัติศาสตร์และขุนนางเอกแห่งราชวงศ์ซ่ง (ค.ศ. 1019–1086) ผู้รจนา "จื้อจื้อทงเจี้ยน" พงศาวดารที่ยกย่องว่าเลิศที่สุดในจีน
(3) ตู้อิ้ว คือเจ้าพนักงานออกตรวจราชการและสอบสวนทุจริตในระดับเขต ตำแหน่งที่ซุนเจินเคยดำรงอยู่ก่อนนี้
(4) ปิงเฉาเฉวียน คือเจ้าพนักงานฝ่ายการทหารระดับเขต ตำแหน่งที่ซุนเจินดำรงอยู่ในปัจจุบัน ระดับขุนนางร้อยสือ
(5) ขุนนางร้อยสือ หมายถึงขุนนางชั้นล่างสุดในลำดับชั้นเงินเดือนของราชวงศ์ฮั่น มีเงินเดือนหนึ่งร้อยสือ (สือ) ต่อปี
(6) แม่น้ำเองฉวน คือแม่น้ำอิ่งสุ่ย แม่น้ำสายหลักของเขตเองฉวน
(7) เถี่ยกวานถู คือนักโทษที่ถูกส่งไปใช้แรงงานในโรงหลอมเหล็กของราชสำนัก ถือเป็นโทษหนักชนิดหนึ่งในยุคฮั่น
(8) อู่กวานเฉวียน คือเจ้าพนักงานตรวจการห้าฝ่ายของที่ว่าการเขต ดูแลทั้งพิธีกรรม กฎหมาย บุคคล การเกษตร และกิจการทั่วไป
(9) พระเจ้าฮั่นอู่ตี้ ฮ่องเต้ผู้ยิ่งใหญ่แห่งฮั่นตะวันตก ครองราชย์ ค.ศ. ก่อน 141–87 ทรงขยายแผ่นดินอย่างกว้างขวาง รวมถึงศึกเกาเซียนและเซียงหนู
(9ก) เกาเซียน (朝鲜) คืออาณาจักรโกโจซอนในคาบสมุทรเกาหลี ฮั่นบู้เต้ยกทัพตีและผนวกใน 108 ปีก่อนคริสต์กาล — "เกาหลี" เป็นชื่อสมัยใหม่ ชื่อที่ถูกในยุคนั้นคือ "เกาเซียน"
(10) เจ็ดประเภทโทษเกณฑ์ทหาร (ฉีเคอเจ๋อ) คือผู้มีฐานะพิเศษเจ็ดประเภทที่ถูกเกณฑ์ให้ไปรบในดินแดนไกล ได้แก่ เสมียนผู้กระทำผิด, ผู้หลบหนีกฎหมาย, บุตรเขยที่อยู่บ้านพ่อแม่ฝ่ายหญิง, พ่อค้า, บิดามารดาหรือปู่ย่าตายายของพ่อค้า, บิดามารดาหรือปู่ย่าตายายผู้เคยเป็นพ่อค้า เป็นต้น
(11) ทหารถอดเครื่องพันธนาการ (ฉือซิงซื่อ) หมายถึงนักโทษที่ได้รับการถอดเครื่องพันธนาการเพื่อส่งออกรบในยามศึก แต่ยังคงมีโทษพิเศษ ไม่ได้รับการอภัยโทษเต็มที่
(12) จู่ปู้ คือหัวหน้าเสมียนและเจ้าหน้าที่บันทึกเอกสารของสำนักงาน ถือเป็นตำแหน่งสำคัญและเป็นที่ไว้วางใจของผู้บังคับบัญชา
(13) ปินเค่อ คือบริวารและผู้ที่มาพักพิงใต้ร่มเงาเจ้านาย มีฐานะอิสระกว่าถูฟู่ (บ่าวไพร่) แต่ผูกพันด้วยความเคารพนับถือและพึ่งพากัน
(14) มอดสีเทา (เอ๋อเจ๋อ) เป็นคำเรียกดูถูกกบฏโพกผ้าเหลือง เปรียบเหมือนแมลงมอดที่บินห้อมล้อมประดุจไพร่พลที่หลั่งไหลมา
(15) ฟ่านเฉิง เถี่ยกวานเฉิง (รองนายโรงเหล็กหลวง) ชาวน่ำเอี๋ยง สาวกลัทธิไท่ผิง ผู้ที่ซุนเจินและจงฮิวพยายามให้ท่านบุนไท่โส่วจับกุมมาตั้งแต่ต้นปี แต่ท่านไม่ยอมเพราะเห็นว่าเป็นคนบ้านเดียวกัน
(16) ท่านเต็งเหลียงซือ คือสมญาของเตียวก๊ก ผู้นำกบฏโพกผ้าเหลือง แปลว่า "ครูบาอาจารย์ผู้ทรงคุณธรรมยิ่งใหญ่"
(17) ฟ้าสีคราม-ฟ้าสีเหลือง เป็นคำขวัญของกบฏโพกผ้าเหลือง หมายความว่า "ราชวงศ์ฮั่น (ฟ้าสีคราม) สิ้นอำนาจแล้ว ยุคใหม่ (ฟ้าสีเหลือง สีของลัทธิไท่ผิง) จะมาแทน"
(18) ถ้อยคำที่ฟ่านเฉิงร้องเพลงนั้น "เมื่อใดดวงตะวันจะดับสูญ ข้าจะตายตามเจ้าไปด้วยกัน" มาจากคัมภีร์ซือจิง บทของชาวนาแห่งราชวงศ์เซี่ยผู้สาปแช่งกษัตริย์ทรราช ต่อมากบฏโพกผ้าเหลืองหยิบมาใช้เป็นเพลงปลุกใจ