ครั้นทหารบุกรุกเข้าไปในหมู่บ้านชานเมือง ณ หลี่ที่ถูกล้อมด้วยกำแพงเตี้ยสีเหลืองดำ ซึ่งหลี่นอกเมืองกับหลี่ในเมืองนั้นล้วนมีกำแพงล้อมรอบภายนอกทั้งสิ้น หาได้แตกต่างกันไม่ ทว่ากำแพงของหลี่เบื้องหน้านี้กลับชำรุดทรุดโทรม เห็นได้ชัดว่าถูกทำลายในยามศึก หรือไม่ก็เคยถูกพวกทหารเข้าปล้นชิงจนกำแพงพังทลายลง บัดนั้นจากภายในกำแพงที่ปรักหักพังจึงมีเสียงร่ำไห้โหยหวลของสตรี เสียงร้องไห้ด้วยความหวาดกลัวของเด็ก และเสียงตะโกนโหวกเหวกของเหล่าชายฉกรรจ์ดังแว่วออกมา เมื่อเพียรตั้งใจฟัง แม้อยู่ไกลจนมิอาจได้ยินชัดเจน กัวซวิ่นได้ยินเพียงเลือนราง ทว่าพอจะคาดเดาจากน้ำเสียงได้ว่า เสียงตะโกนของพวกผู้ชายนั้น คงเป็นแต่การร้องขอชีวิตและขอความเมตตา
ทหารเหล่านั้นไปทำอันใดหรือ? ย่อมไม่จำเป็นต้องอธิบายให้มากความ ก็ไปก่อการปล้นชิงข่มเหงนั่นเอง
กัวซวิ่นได้รับบัญชาจากอ้วนเสี้ยวให้มาพบเล่าหงีเพื่อปฏิบัติภารกิจทูต ประการหนึ่งเขามีภารกิจสำคัญติดตัว อีกประการหนึ่งที่นี่คือโตวกุ้นซึ่งเป็นฐานกำลังหลักของกองซุนจ้าน หากเขาบุ่มบ่ามเข้าไปแทรกแซงแล้วถูกทหารใต้บังคับบัญชาของกองซุนจ้านจับกุมด้วยความระแวง อ้วนเสี้ยวกับกองซุนจ้านเวลานี้เป็นศัตรูกัน หลายปีมานี้รบพุ่งกันหลายครั้ง กองซุนจ้านปราชัยมากกว่าชัยชนะ เพื่อระบายความแค้น กองซุนจ้านย่อมไม่ต้องสงสัยเลยที่จะประหารพวกเขาทันที และอาจถึงขั้นใช้การทรมานอย่างโหดเหี้ยมก่อนสังหารอีกด้วย อนึ่ง ตัวกัวซวิ่นเองก็หาใช่ผู้ผดุงคุณธรรมแทนสวรรค์ไม่ ชาวเมืองโตวกุ้นหาได้เป็นญาติมิตรกับเขา ความเป็นตายจะเกี่ยวข้องอันใด? ดังนั้นเมื่อเห็นทหารใต้บังคับบัญชาของกองซุนจ้านก่อการเผาผลาญ สังหาร และข่มขืนปล้นสะดม เขาย่อมจะหลีกเลี่ยงเสียให้ห่างไกล หามีจิตใจจะผดุงคุณธรรมเข้าขัดขวางไม่ ดังนั้นเมื่อเห็นภาพนั้นแล้ว เขาจึงเร่งนำคณะผู้ติดตามพร้อมกับเกวียนที่บรรทุกสินค้าจำนวนหนึ่งหลีกหนีออกจากเส้นทางหลวง หลบเข้าไปในทุ่งหญ้าสำหรับเลี้ยงสัตว์ที่ทิ้งร้างใกล้เคียง ซ่อนตัวอยู่ในกอหญ้าสูงท่วมหัว ทุกคนลงจากหลังม้าแล้วกดม้าให้หมอบลงกับพื้น ทั้งใช้เหล็กปิดปากม้าสำหรับขัดฟันมิให้ม้าส่งเสียงร้องอีกด้วย
