เทียบเชิญของต้วนชงวางอยู่บนโต๊ะหนังสือ
ซุนเจินลูบเคราใต้คางเบาๆ เอ่ยกับซีจื้อไฉยิ้มๆ ว่า “ก๋งตัด เจ้าว่าวันนี้หยางเซินไปคารวะใต้เท้าหลางจงลิ่งอีกแล้วหรือ”
“ขอรับ”
“เขาเพิ่งก้าวออกจากจวนใต้เท้าหลางจงลิ่ง ใต้เท้าหลางจงลิ่งก็ส่งเทียบเชิญนี้มา บอกว่าจะจัดงานสมโภชความดีความชอบให้ข้า ... เมื่อคราก่อนที่ข้าปราบจั่วซวี ใต้เท้าหลางจงลิ่งเคยเอ่ยว่าจะจัดงานสมโภชให้ข้าหรือไม่”
“ไม่เคยขอรับ”
ซุนฮิวหัวเราะแล้วว่า “เรื่องนี้ต้องเป็นเพราะหยางเซินไม่ยอมออกเสบียง จึงไปอ้อนวอนใต้เท้าหลางจงลิ่ง ใต้เท้าหลางจงลิ่งจึงจัดงานเลี้ยงเชิญท่านจงเว่ย คาดว่าคงไม่พ้นจะขอความเมตตาให้หยางเซินในงานเลี้ยงกระมัง”
ซุนเจินรู้แก่ใจดีว่าหยางเซินเคียดแค้นตนนัก และลอบติดต่อบรรดาผู้มีอิทธิพลน้อยใหญ่ในอำเภอ เพื่อให้การเรี่ยไรเสบียงครั้งนี้เป็นไปอย่างราบรื่น เขาย่อมไม่ละเลยที่จะส่งคนไปสอดแนมตระกูลหยาง การเคลื่อนไหวทั้งหลายของตระกูลหยางในวันนี้ ไม่ว่าจะเป็นบุตรชายหลายคนของหยางเซินแยกย้ายกันไปเชิญผู้มีอิทธิพลแซ่ต่างๆ ในอำเภอไปร่วมงานเลี้ยงค่ำที่จวน หรือการที่หยางเซินเข้าเมืองไปหาต้วนชง ล้วนอยู่ในสายตาเขาทั้งสิ้น
คราวก่อนหลังปราบจั่วซวี ต้วนชงมิได้จัดงานเลี้ยงสมโภชให้ซุนเจิน ครานี้ปราบหวงหรานกลับส่งเทียบเชิญมา แถมยังเป็นช่วงเวลาอ่อนไหวของการ “เรี่ยไรเสบียง” และเป็นเทียบเชิญที่ส่งมาหลังจากหยางเซินเข้าพบเขาแล้ว
ซีจื้อไฉและซุนฮิวล้วนเป็นผู้มีปัญญาหลักแหลม ย่อมแลเห็นได้ในบัดดลว่าเรื่องนี้ต้องมีสิ่งเคลือบแฝง เพียงแต่ทั้งสองแม้เฉลียวฉลาด แต่ก็หาใช่ 'ผู้หยั่งรู้ประหนึ่งเทพอสูร' ไม่ จึงคาดเดาไม่ถูกว่าจุดประสงค์แท้จริงที่ต้วนชงเชิญซุนเจินไปงานเลี้ยงคือสิ่งใด
ถึงกระนั้นก็มิใช่เรื่องใหญ่โต เพียงแค่คาดเดาได้ว่าเกี่ยวข้องกับหยางเซิน ก็เพียงพอแล้ว
ซีจื้อไฉเอ่ยถามซุนเจินว่า “งานเลี้ยงฉลองความดีความชอบของหลางจงลิ่งครานี้ ท่านจงเว่ยจะไปหรือไม่?”
“หลางจงลิ่งหวังดีจัดงานเลี้ยงให้ข้า ข้าจะไม่ไปได้เยี่ยงไร? ข้าต้องไปเป็นแน่!”
ซุนฮิวกล่าวว่า “แต่ว่า...”
“แต่ว่าอันใด?”
