จากเองอิมนั้นใกล้ แต่ไปลกเอี๋ยงไกล ทว่าข่าวจากลกเอี๋ยงกลับมาถึงช้ากว่าจดหมายตอบจากเองอิมเพียงวันเดียว ส่วนหนึ่งเป็นเพราะมี ‘ทหารม้าชั้นดีสี่สิบคนผลัดเปลี่ยนกันส่งสาร’ อีกทั้งซุนฮิวเร่งรุดเดินทางทั้งวันทั้งคืนอย่างรวดเร็ว
ข่าวแรกที่ซุนฮิวนำมาส่งคือ เสี้ยวเว่ยกรมทัพล่างเปาหงถูกจองจำและตายในคุก
ข่าวมีเพียงไม่กี่คำ ทว่าซุนเจินกลับอ่านความหมายลึกซึ้งจากมันได้
เหล่าขุนนางและเหล่าขันทีในราชสำนักได้ฉีกหน้ากากออกจนหมดสิ้น เริ่มต้น ‘สงคราม’ ที่เป็นความตายของอีกฝ่าย ส่วนยกแรกของการประมือระหว่างขุนนางกับขันทีนั้น จบลงชั่วคราวด้วยชัยชนะของเหล่าขันที อำนาจของเกี้ยนสิดก็ยิ่งทวีขึ้นอีกขั้น
ในบรรดาเหล่าเสี้ยวเว่ยแห่งสวนซีหยวน ผู้ที่เกี้ยนสิดเกรงกลัวที่สุดมิใช่อ้วนเสี้ยว มิใช่โจโฉ หากแต่เป็นเปาหง
ไม่มีเหตุผลอื่น นอกจากเพราะเปาหงเป็นเพียงคนเดียวในเหล่าเสี้ยวเว่ยทั้งแปดแห่งสวนซีหยวนที่เคยผ่านศึกหนัก และมีผลงานการศึกอันแท้จริง
ในบรรดาแปดเสี้ยวเว่ยแห่งสวนซีหยวนนั้น ผู้ที่เคยผ่านสมรภูมิมามีไม่มาก เกี้ยนสิดและอ้วนเสี้ยวต่างพำนักในลกเอี๋ยงมานาน ไม่เคยเข้าสู่สนามรบ เตียวหยง เฝิงฟาง เซี่ยโหมว ฉุนยวีฉง ก็แทบไม่มีประสบการณ์ศึก เช่น เฝิงฟาง เป็นบุตรเขยของขันทีโจฉ่อ เคยเป็นราชองครักษ์ฝ่ายอักษร เมื่อดำรงตำแหน่งครบวาระก็ได้เลื่อนขั้น แต่ส่วนใหญ่ล้วนเป็นขุนนางในพระนคร ไม่เคยออกรบ หรืออย่างเซี่ยโหมว ก่อนถูกแต่งตั้งเป็นเสี้ยวเว่ยซ้าย เขาเป็นเจี้ยนอี้ต้าฟู มีหน้าที่ถวายคำแนะนำและวิพากษ์วิจารณ์ เป็นขุนนางฝ่ายบุ๋นผู้ซื่อตรง ก็ไม่เคยผ่านศึก ในบรรดาแปดเสี้ยวเว่ย ผู้ที่เคยผ่านสมรภูมิอย่างแท้จริงมีเพียงโจโฉและเปาหงเท่านั้น
หากกล่าวโดยเคร่งครัด โจโฉก็มิอาจนับว่าเคยผ่านสมรภูมิจริงจัง แม้เขาเคยดำรงตำแหน่งฉีตูเว่ย ช่วยฮองฮูสงปราบโพกผ้าเหลืองที่เองฉวน แต่ครั้งนั้นเขาไปเพียงเพื่อ ‘ชุบตัว’ หวังกอบโกยผลงาน เมื่อได้ผลงานตามที่ต้องการแล้ว เขาก็จากสมรภูมิไปอย่างรวดเร็ว อาศัยอำนาจของบิดาย้ายไปเป็นเจ้าเมืองเจ๊หลำ เข้ารับตำแหน่งที่เจ๊หลำ ประสบการณ์ศึกจึงมีไม่มาก
