เตียวหยุนทะลวงสองกระบวนรบศัตรู สลัดหลุดจากเหล่าทหารม้าข้าศึก แล้วกลับคืนสู่กระบวนทัพโดยสวัสดิภาพ
เขาลงจากหลังม้า ปล่อยให้ม้าศึกได้พักรบเล็กน้อย เหลียวหลังไปมองทหารองครักษ์ที่ร่วมบุกทะลวงข้าศึก ตอนยกออกไปมีกว่า ๑๐ นาย บัดนี้เหลือรอดเพียง ๗ นาย แม้จะสูญเสียไปเกือบครึ่ง ทว่าสังเกตดูสีหน้าพวกเขา ล้วนฮึกเหิมด้วยน้ำใจนักสู้
เมื่อเตียวหยุนลงจากหลังม้า เหล่าทหารองครักษ์ก็ล้วนลงจากหลังม้าตาม
เตียวหยุนกล่าวแก่พวกเขาว่า “จงพักรอก่อนสักประเดี๋ยว”
ความหมายของคำกล่าวนี้ชัดเจนนัก ‘พักรอก่อนสักประเดี๋ยว’ คืออะไร? ย่อมหมายถึงหลังจากพักเพียงชั่วครู่ ก็จะห้อตะบึงเข้าโจมตีกระบวนข้าศึกอีกครา
ทหารม้าที่เหลือรอดทั้ง ๗ นายขานรับเสียงพร้อมเพียง ไม่มีผู้ใดหวาดหวั่นถอยกลับ
เตียวหยุนเรียกนายทหารในกระบวนทัพเข้ามา แล้วกล่าวว่า “เมื่อครู่ข้าบุกทะลวงข้าศึก แนวรบซ้ายข้าศึกอ่อนแอ แนวรบขวาแข็งแกร่ง แนวรบขวาคงเป็นทหารตานหยางของศัตรู จึงเข้มแข็ง แนวรบซ้ายคงเป็นทหารแฮผีของศัตรู จึงอ่อนแอ ข้าคิดจะบุกทะลวงแนวรบซ้ายข้าศึกอีกครั้ง พวกเจ้าจงคัดพลเกราะกล้าห้าสิบนาย คอยทีอยู่ในกระบวนทัพ รอจนข้าตีแนวรบซ้ายข้าศึกแตก พวกเจ้าจึงส่งพลเกราะกล้าออกโจมตี จากนั้นจงตามข้าไปทลายมัน!”
แนวรบซ้ายของฝ่ายตั้งรับยกตรงเข้าหากระบวนทัพหลักของเตียวหยุน เห็นได้ชัดว่าเป็นกำลังบุกหลัก เมื่อเป็นกำลังบุกหลัก ก็สมควรเป็นกำลังรบที่แข็งแกร่งที่สุด ทว่าจางไข่มีข้อคำนึงสองประการ จึงนำทหารตานหยางที่แกร่งที่สุดไปวางไว้ที่แนวรบขวาแทน
ข้อคำนึงสองประการของจางไข่คือ ‘เหนือความคาดหมาย’ และ ‘สงวนกำลังรบ’
“โจมตีไม่ให้ตั้งตัว” นั้นก็คือการลวงให้เตียวหยุนเข้าใจผิดว่าปีกซ้ายของทัพตั้งรับแข็งแกร่งที่สุด เพื่อให้ผิดพลาดในการจัดวางกำลังป้องกัน “สงวนกำลัง” ใครๆ ก็รู้ว่าการโจมตีข้าศึกตรงหน้านั้นต้องสูญเสียมากที่สุด ฉะนั้นการวางทหารแฮผีให้ประจันหน้ากับกองบัญชาการของเตียวหยุนและรับหน้าที่บุกหลัก ก็เพื่อลดความสูญเสียของทหารตานหยาง พร้อมกันนั้นให้ทหารแฮผีดึงดูดความสนใจหลักของกองทัพเตียวหยุน ก็ย่อมเกื้อหนุนให้ทหารตานหยางคว้าชัยชนะได้ค่อนข้างง่ายดาย
