เมื่อตกลงแผนการได้แล้ว ซุนเกี๊ยนจึงมอบหน้าที่รักษาเมืองให้เทียเภาเป็นภาระสำคัญ ตนคว้าทวนยาว ภายใต้การอารักขาของทหารคุ้มกัน ก้าวลงจากหอสังเกตการณ์
ที่เรียกกันว่า ‘เมืองวงเดือน’ นั้น อาจเข้าใจได้ว่าเป็นเมืองขนาดย่อมซึ่งตั้งอยู่นอกประตูเมืองหลัก ประตูของเมืองวงเดือนหันหน้าออกสู่ภายนอก ณ จุดเชื่อมต่อระหว่างเมืองวงเดือนกับตัวเมืองด้านใน ยังมีประตูอีกหนึ่งบาน ประตูบานนี้คือประตูหลักของกำแพงด้านนั้น
ซุนเกี๊ยนลงจากหอสังเกตการณ์ ครั้นถึงพื้นล่างแล้ว จึงขึ้นม้าถือทวน เพียงครู่เดียวก็มาถึงด้านในประตูเมืองหลักของกำแพงตะวันตก
ภายในประตูเมือง ได้จัดแถวทหารราบและทหารม้าสองพันนายไว้ก่อนแล้ว พร้อมรอคอยออกศึก
เมื่อเห็นซุนเกี๊ยนนำกองทหารคุ้มกันมาถึง บรรดาแม่ทัพนายกองในขบวนทหารสองพันนายนั้น ต่างเร่งออกคำสั่ง ให้พลทหารซึ่งนั่งพักกับพื้นลุกขึ้นมาต้อนรับ แถวหน้าคือทหารม้า รวมห้าร้อยนาย ในจำนวนนี้ห้าสิบนายเป็นทหารม้าเกราะหนัก แน่นอนว่า ทหารม้าเกราะหนักในยามนี้ ยังไม่อาจเทียบได้กับในยุคต่อมาอย่างสมัยสิบหกแคว้นตงจิ้นหรือยุคราชวงศ์เหนือใต้ คงเป็นได้แค่รูปแบบแรกเริ่มของทหารม้าเกราะหนักในภายภาคหน้า แต่ถึงกระนั้น เมื่อม้าศึกกำยำสูงใหญ่สวมใส่เกราะแล้ว ก็ยังดูราวกับสัตว์ร้ายโลหะ น่าหวาดหวั่นข่มขวัญยิ่ง ไม่ว่าทหารม้าเกราะหนักหรือทหารม้าเบา ต่างพากันลุกขึ้น เสียงม้าศึกสัมผัสได้ถึงความผิดแปลก ส่วนใหญ่ต่างพ่นลมหายใจอย่างกระวนกระวาย ย่ำกีบ และส่งเสียงร้องไม่ขาดสาย เบื้องหลังล้วนเป็นทหารราบ รวมหนึ่งพันห้าร้อยนาย ทหารหนึ่งพันห้าร้อยนายนี้ล้วนเป็นทหารชั้นหัวกะทิในกองทัพของซุนเกี๊ยน โดยมีทหารชุดเกราะอยู่มากมาย
ซุนเกี๊ยนรั้งม้าหยุดอยู่ข้างแถวทหาร มองดูขบวนทัพ
