สงครามหาใช่เพียงการเอาชัยในสนามรบเท่านั้น หากแต่เป็นการต่อสู้ระหว่างสองฝ่ายในทุกๆ ด้าน ทั้งกำลังพล การเมือง การทูตและอื่นๆ กล่าวกันว่าสงครามคือความต่อเนื่องของการเมือง ซึ่งเป็นสัจจะ ซุนเจินส่งเตียวหุยนำกำลังเข้าปล้นซานหยาง ดูเผินๆ แล้วเป็นปฏิบัติการทางการทหาร แต่แท้จริงแล้วนั่นเป็นหนึ่งในการโจมตีทางการเมือง
การโจมตีทางการเมืองนี้ก็คือสิ่งที่เตียวควนและคนอื่นๆ แสดงออกในที่ประชุมทหาร และการส่งคนมาขอความช่วยเหลือถึงสามครั้งในครึ่งวันที่ผ่านมาของอ้วนอุ้ย
อาจกล่าวได้ว่าปฏิบัติการทางทหารของซุนเจินนี้เป็นแผนการอันแจ้งชัด ถึงแม้โจโฉและเทียลิบจะเห็นว่าซุนเจินไม่อาจเริ่มสงครามแคว้นกับกุนจิ๋วในเวลานี้ กล่าวคือเขาย่อมไม่โจมตีซานหยางขนานใหญ่ในยามนี้ ทว่าความกดดันทางการเมืองกลับทำให้โจโฉจำต้องถูกบีบบังคับให้เป็นไปตามแผนของซุนเจิน ได้แต่แยกกำลังไปช่วยซานหยาง
แน่นอนว่ากำลังที่โจโฉแยกไปนั้นไม่มาก มิได้บรรลุจุดประสงค์ที่ซุนเจินคาดไว้ แต่กระนั้นแผนนี้อย่างน้อยก็สำเร็จไปแล้วหนึ่งในสาม ประการแรกคือทำให้กองของหลี่เชียนแยกออกไป ประการที่สองคือทำให้ทหารของกองประจำเมืองซานหยางหดตัวตั้งรับ ถอนตัวออกจากสมรภูมิอำเภอเยิ่นเฉิง
กำลังของโจโฉในตอนนี้สามารถจำแนกออกได้เป็นสามประเภท หนึ่งคือกองทหารของเขาเอง สองคือกำลังของมณฑล และสามคือทหารประจำเมืองที่แต่ละเมืองส่งมาให้เขาใช้ชั่วคราว
กองทหารของเขาเองตอนนี้กระจายอยู่สามแห่ง ส่วนหนึ่งประจำการที่ตังกุ๋น ส่วนหนึ่งนำโดยแฮหัวตุ๋น ซึ่งเข้าโจมตีอำเภอเยิ่นเฉิงแล้ว และอีกส่วนหนึ่งคือค่ายของโจหองและโจสุน โจสุนไปที่ฝั่งตะวันออกของลำน้ำซื่อสุ่ย ส่วนโจหองอยู่ที่ค่ายใหญ่ติ้งเถาติดตามเขาอยู่ กล่าวอีกนัยหนึ่งคือกองทหารของเขาเองที่สามารถเคลื่อนย้ายได้นั้นตอนนี้เหลือเพียงกองของโจหองซึ่งมีไม่กี่ร้อยคน
