# ตอนที่ 83 นายตำบลตะวันตก
ฆ่าโจรอยู่ครึ่งค่อนคืน ผู้คนรวมทั้งนักเลงอย่างเจียงฉิน เกาเจี่ย เกาปิ่ง ต่างตื่นเต้นยิ่งนัก
พวกเขาแม้เป็นนักเลง แต่ยามปกติอย่างมากก็เพียงเรียกเพื่อนหาฝูง ดื่มเหล้าเล่นพนัน ควบม้ายิงสัตว์เท่านั้น เรื่องรุนแรงที่สุดที่เคยทำก็คงไม่พ้นการตีรันฟันแทงหมู่ ส่วนใหญ่ไม่เคยฆ่าคน ยิ่งไม่เคยเหมือนคืนนี้ คือดาบจริงหอกจริง เผชิญคมศร ฝ่าทะเลเพลิง ชีวิตแขวนเส้นด้าย
ก่อนหน้านี้ในสนามรบ เลือดร้อนพลุ่งขึ้นหัว อาจไม่ทันได้ลิ้มรสซึมซับ มัวแต่ตามซุนเจินบุกตะลุยไปข้างหน้า แต่ครานี้เมื่อฝุ่นควันสงบ การรบสิ้นสุดลง บ้างก็หวาดเสียวภายหลัง บ้างก็รู้สึกเร้าใจ แต่ละคนคึกคะนองสุดขีด บางคนถึงกับมือเท้าสั่นระริกไม่หยุด ระหว่างทางกลับศาลาฝานหยาง พวกเขารายล้อมซุนเจิน ต่างปากต่างคำ พูดกันไม่หยุด บ้างคุยโวว่าตนกล้าหาญเพียงใด ฆ่าโจรไปกี่คน บ้างเย้ยคนอื่นว่าขลาด ไม่กล้าบุกในแนวหน้า
อากาศหนาวเหน็บ แต่ละคนหน้าแดงระเรื่อ พ่นไอร้อนออกมาเป็นกลุ่ม ๆ
ซุนเจินเพียงยิ้มฟังเงียบ ๆ
คืนนี้ฆ่าโจร เขานำหน้าทหารมาตลอด หาไม่แล้วก็คงไม่อาจตีโจรร้ายกลุ่มนั้นแตกในเวลาอันสั้นได้ เจียงฉิน เกาเจี่ยตื่นเต้น เขาเองก็ตื่นเต้นยิ่ง เพียงแต่เพื่อรักษาภาพลักษณ์สุขุมหนักแน่นของตน จึงไม่ยอมแสดงออกต่อหน้าผู้คน เขาคิดในใจว่า "คืนนี้เป็นการออกศึกครั้งแรก นอกจากมีคนบาดเจ็บเล็กน้อยไม่กี่คน กลับไม่มีผู้ใดตายในศึกเลย เป็นบุญแห่งฟ้าจริง ๆ" ว่าเป็นบุญแห่งฟ้า แท้จริงที่ไม่มีคนตายนั้น ส่วนใหญ่ยังขึ้นอยู่กับการบัญชาการจัดวางกำลังของเขา
เมื่อเขานำคนมาถึงนอกคฤหาสน์เล่า โจรหมู่กำลังรบพุ่งกับคนตระกูลเล่า นายกองศาลา ฉิวเต้า และพลศาลาแห่งป๋ายถิงก็เพิ่งมาถึง กำลังกระหนาบตีจากด้านนอก ตอนนั้นเขาไม่ได้บุกเข้าโจมตีอย่างหุนหัน หากซุ่มอยู่ข้าง ๆ รอสักครู่ ประการหนึ่งเพื่อดูเชิงศึก อีกประการเพื่อให้ผู้คนได้พักฟื้นกำลัง
รอจนนายกองศาลาแห่งป๋ายถิงตายในศึก ฉิวเต้าบาดเจ็บสาหัส โจรหมู่ผ่อนความระวังต่อด้านนอก ทุ่มกำลังตีเข้าในคฤหาสน์ เขาจึงนำคนพุ่งออก ระดมยิงศรกระหน่ำก่อน แล้วขับม้าบุกทัพด้วยตนเอง เพียงชั่วครู่ก็ตีกระบวนทัพโจรแตกกระจายในพริบตา เขานำหน้าทหารเช่นนี้ สวี่จ้ง เฉินเปา เฉิงเยี่ยนหลายคนเกรงเขาจะเป็นอันตราย ก็ล้วนไม่อาลัยชีวิต ชักดาบบุกตะลุยตาม
โจรรบพุ่งมานาน อุตส่าห์บุกเข้าคฤหาสน์ได้ กำลังอ่อนล้าผ่อนคลาย ไฉนจะเป็นคู่ต่อสู้ของกองกำลังสดใหม่นี้ได้ ต้านทานไม่อยู่เลย ถอยร่นเป็นพัก ๆ
พอดีจังหวะนั้น สือจวีเซียน เฝิงก่งหลายคนควบม้ามาถึง ต่อมาเจียงฉิน เกาเจี่ย เกาปิ่งหลายคนก็มาถึง โจรยิ่งทานไม่ไหว รบไม่ทันสามเพลง หัวหน้าโจรหวางเชินถูกศรลอยปลิวมายิงตาย ขวัญกำลังใจโจรหมู่ก็พลันสูญสิ้น เจียงฉินหลายคนขับม้าไล่ฆ่า ดุจฟันแตงผ่าผัก เกือบจะฆ่าพวกมันเรียบ เหลือเพียงสามคนสุดท้ายหนีเข้าเรือนเล็กในลานหลังคฤหาสน์
หวนนึกถึงเหตุการณ์ฆ่าโจรเมื่อครู่ ดวงใจซุนเจินเต้นตึก ๆ เขาลูบอกซ้าย ยามรบดุเดือดถึงขีดสุด มีโจรคนหนึ่งยิงศรใส่เขาดอกหนึ่ง หากไม่ใช่เฉิงเยี่ยนทิ้งตัวบังไว้ เกรงเขาคงตกหลังม้าไปแล้ว ด้วยสภาพการณ์ตอนนั้น การตกม้านี้ สิบในเก้าก็คงเอาชีวิตไม่รอด เขาทำเรื่องมากมายปานนี้ จุดประสงค์มีเพียงหนึ่งเดียว คือหวังจะรักษาชีวิตให้รอดในยุคจลาจลที่ใกล้มาถึง หากกลับมาตายในคืนนี้เสีย ก็น่าหัวเราะจริง ๆ คิดมาถึงตรงนี้ ไม่ทันรู้ตัวก็ยิ้มเยาะตนเอง
เฉิงเยี่ยนติดตามอยู่ข้างกายเขามาตลอด เห็นรอยยิ้มของเขา ถามว่า "ซุนจวิน ท่านยิ้มอันใด"
— ก็เป็นเพราะเฉิงเยี่ยนโชคดี ที่บังศรดอกนั้นแทนซุนเจิน บังเอิญไปถูกที่มวยผมของเขา ห่างอีกสองเส้นก็จะทะลุศีรษะ ซุนเจินขอบคุณจากใจจริง กล่าวว่า "อาเยี่ยน คืนนี้หากไม่ใช่เจ้า เกรงดวงวิญญาณข้าคงคืนสู่เฮ่าหลี่ไปแล้ว"
เฉิงเยี่ยนยิ้มกว้าง ลูบมวยผม กล่าวว่า "ซุนจวินมีพระคุณชุบเลี้ยงข้าใหม่ เคยบอกไปแล้ว ข้าไม่มีสิ่งใดตอบแทน มีเพียงร่างแปดฉื่อนี้ ให้ท่านใช้สอยตามใจ ชีวิตนี้เป็นของซุนจวินมานานแล้ว"
สวี่จ้งกล่าวเสริมอย่างจริงจังว่า "ซุนจวิน หากพบโจรอีก อย่าได้เสี่ยงกายเข้าไปเองเป็นอันขาด ภาษิตว่า 'บุตรเศรษฐีพันตำลึง ไม่นั่งริมชายคา' ท่านมาจากตระกูลผู้ดี ความสามารถเหนือผู้คน วันหน้าย่อมได้รับใช้บ้านเมืองในหน้าที่ใหญ่ อนาคตไกลสุดประมาณ ไฉนจะดูเบาตน ไม่ถนอมร่างกายเล่า เรื่องบุกทัพฆ่าโจรเช่นนี้ ภายหน้ามอบให้พวกข้าทำก็พอ" เขากับเฉิงเยี่ยนสองคน คนหนึ่งพูดด้วยความจริงใจ อีกคนพูดด้วยความซื่อ
ซุนเจินทั้งสบายใจทั้งปลื้มปีติ ยิ้มกล่าวว่า "อาเยี่ยนช่วยข้า จวิ้นชิงรักข้า" แล้วรับคำว่า "ดี เอาตามที่ท่านว่า ภายหน้าหากพบโจรอีก ข้าจักอยู่ข้างหลังคอยตีกลองเร่งศึกให้พวกท่านเท่านั้น เป็นอย่างไร" ผู้คนรู้ว่าเขาพูดเล่น ต่างหัวเราะรับลูกออกมา "ฮ่าฮ่า"
"คืนนี้เหนื่อยยากกันทุกท่านแล้ว" ซุนเจินเงยมองท้องฟ้า กล่าวว่า "ฟ้าจวนสว่างแล้ว พวกท่านอย่าเพิ่งกลับ มาที่เรือนข้า ล้างเนื้อล้างตัว พักผ่อนสักครู่ เที่ยงวันข้าจักเลี้ยงเหล้าพวกท่าน"
เจียงฉิน เกาเจี่ย พี่น้องตระกูลซูใหญ่เล็กหลายคนรับพร้อมกันว่า "ดี"
เฝิงก่งยิ้มกล่าวว่า "ซุนจวิน แทนที่จะไปศาลา ไฉนไม่มาบ้านข้าเล่า บรรดาท่านมีผู้บาดเจ็บ เสื้อผ้าส่วนใหญ่ก็เปื้อนเลือด บ้านข้าแม้เรียบง่าย แต่ก็พอเชิญหมอมาคนหนึ่ง รักษาผู้บาดเจ็บได้ แล้วยังพอถวายเสื้อผ้าสักหน่อย ให้บรรดาท่านได้เปลี่ยน อีกอย่าง บ้านข้าแม้ไม่ร่มรื่นเท่าศาลา แต่ห้องหับยังไงก็มีอยู่หลายห้อง พอให้บรรดาท่านพักผ่อนชั่วคราว อนึ่ง สหายของท่านพ่อส่งเนื้อกวางแห้งมาให้หลายแผ่นเมื่อวันก่อน เหมาะแกล้มเหล้าหน้าหนาวพอดี"
ซุนเจินกับเขาบัดนี้ก็สนิทสนมกันดี ได้ยินเขาเชิญเอง ก็ไม่ปฏิเสธ กล่าวว่า "ได้"
กลับมาถึงในเขตศาลา ซุนเจินกล่าวคำขอบคุณราษฎรในหมู่บ้านอีกชุดหนึ่ง บอกให้พวกเขาแยกย้ายกลับก่อน อดทนรอบำเหน็จจากเจ้าเมือง — ครานี้การควบม้าไปช่วยกลางดึกแม้เป็นความชอบอันดับหนึ่งของซุนเจิน แต่ราษฎรในหมู่บ้านก็มีส่วนช่วยไม่น้อย คาดว่าเจ้าเมืองคงปูนบำเหน็จให้บ้าง
ซุนเจินสลายฝูงราษฎรแล้ว เหลือไว้แต่ผู้นำของแต่ละหมู่บ้าน เช่น จั่วจวี้ หยวนพ่าน สือจวี๋ สือยวิ้น สือจวีเซียน พี่น้องตระกูลซูใหญ่เล็กหลายคน เชิญพวกเขาไปคฤหาสน์ตระกูลเฝิงด้วยกัน ผู้คนล้วนไม่ปฏิเสธ รวมกับเจียงฉิน เกาเจี่ย เกาปิ่งหลายคน รวมกันเกือบยี่สิบคน ออกเดินทางอย่างคึกคัก มุ่งไปคฤหาสน์เฝิงภายใต้การนำของเฝิงก่ง
ไปถึงคฤหาสน์เฝิง จะไม่พบเฝิงเวินบิดาของเฝิงก่งย่อมไม่ได้ การพบกันครานี้ต่างจากคราวก่อนลิบลับ เฝิงเวินเก็บความตระหนี่ นำความเอื้อเฟื้อออกมา ต้อนรับซุนเจินอย่างกระตือรือร้นยิ่ง ยามอาบน้ำชำระกาย เขายังส่งบ่าวสาวที่งามที่สุดในคฤหาสน์มาปรนนิบัติซุนเจินโดยเฉพาะ อีกทั้งยกห้องนอนที่ดีที่สุดให้ ไว้ใช้พักผ่อน หลับยาวจนถึงเที่ยงวัน ซุนเจินตื่นขึ้น เหล้าและกับก็พร้อมแล้ว
เฝิงเวินคอยอยู่ที่หน้าประตูด้วยตนเอง พอซุนเจินออกมา ก็พาเขาไปยังท้องโถงอย่างกระตือรือร้นยิ่งขึ้น พลางกล่าวว่า "ข้าฟังเฝิงก่งเล่าแล้ว หากไม่ใช่เดชชื่อเสียงของซุนจวิน คืนวานที่ถูกโจรปล้นเกรงจะเป็นบ้านข้า พระคุณของซุนเจินยากตอบแทนจริง ข้าได้เขียนหนังสือขอบคุณซุนจวินเสร็จแล้ว ส่งคนควบม้าด่วนไปยังที่ว่าการอำเภอ ถวายแก่เจ้าเมือง"
ในเมื่อเขาเปลี่ยนสีหน้าแล้ว ซุนเจินก็ย่อมไม่แข่งศักดิ์ศรีกับเขา ยิ้มแย้มสนทนาด้วยอย่างถูกคอ ครั้นมาถึงท้องโถง ผู้คนล้วนมาพร้อมแล้ว เห็นเขาเข้ามา เกือบยี่สิบคนต่างลุกจากที่นั่งคำนับลงพร้อมกัน ร้องเสียงดังว่า "ขอต้อนรับซุนจวิน" เสียงสะเทือนกระเบื้องหลังคา
ซุนเจินช่วยพยุงทุกคนขึ้นทีละคน ยิ้มกล่าวว่า "คืนวานควบม้าไปช่วย ล้วนอาศัยกำลังของบรรดาท่าน อีกครู่เปิดวง ข้าจักตักให้พวกท่านหลายชามเชียว" แล้วในท้องโถงคฤหาสน์เฝิงนั้น ท่ามกลางเสียงขับร้องและสายเสียงดนตรี ผู้คนต่างดื่มเหล้าสำราญ เริ่มแต่เที่ยงวัน ดื่มจนดึกดื่นจึงเลิกรา
...
สองวันต่อมา คำสั่งปูนบำเหน็จของเจ้าเมืองก็ลงมา ผู้นำส่งคำสั่งคือคนคุ้นเคยเก่า เหมินเซี่ยเจ๋าเฉาฉินกาน
คำสั่งปูนบำเหน็จนี้แบ่งเป็นสองส่วน ส่วนหนึ่งคือบำเหน็จเงินทอง อีกส่วนคือการเลื่อนตำแหน่งซุนเจิน ฉินกานกล่าวว่า "เจ้าเมืองได้เสนอความขึ้นไปยังมณฑลแล้ว ขอเลื่อนท่านเป็นเซ่อฟูแห่งตำบลนี้ อีกทั้งตัดสินใจเลื่อนตู้หม่ายเป็นนายกองศาลาฝานหยาง เฉินเปาเป็นฉิวเต้าฝานหยาง"