ซุนเจินแม้จะ “รักษาสัจจะ” ด้วยการตัดศีรษะผู้ส่งสาส์นคนที่สองทิ้ง แต่ในจดหมายตอบกลับกลับยอมรับคำขอของอวี่ตู๋ ทว่ามิได้กำหนดจุดเปิดตลาดค้าขายไว้ที่อำเภอเย่ตามที่อวี่ตู๋เสนอ หากแต่เลือกจุดค้าขายไว้ในเขตแดนของอวี่ตู๋เอง
ซวนคางไม่เข้าใจเจตนาของซุนเจิน จึงเอ่ยถามว่า “นายท่าน ท่านก็เพื่อข่มขวัญอวี่ตู๋ ถึงขนาดสังหารผู้ส่งสาส์นของเขาไปสองคน เหตุใดจึงกลับยอมรับคำขอเปิดตลาดค้าขายเล่า”
“ซูเงียบ ข้าขอถามเจ้าหน่อย เจ้าว่าอวี่ตู๋มิช้าไม่เร็ว กลับเลือกในวันรุ่งขึ้นหลังจากที่ข้ามาถึงเมืองมาขอยืมเสบียงจากข้า เป็นเพราะเหตุใด”
“ตามความเห็นของข้าน้อย น่าจะมีสองสาเหตุ”
“เล่ามาให้ข้าฟังสิ”
“ประการแรก เขาหวั่นเกรงบารมีทางทหารของนายท่าน เกรงว่านายท่านจะยกทัพไปปราบปรามเขา ประการต่อมา การที่นายท่านมารับตำแหน่งที่เมืองเป็นเรื่องใหญ่ เขาจะไม่เอาใจใส่ก็หาไม่ จักต้องส่งหูตาสายลับออกไปสืบเสาะร่องรอยของนายท่านอย่างกว้างขวาง เรื่องที่ไม่มีข้าราชการในเมืองออกมาต้อนรับนายท่าน เขาคงได้ล่วงรู้แล้ว ดังนั้น ในวันรุ่งขึ้นหลังจากนายท่านมาถึงจวนผู้ว่าราชการ เขาจึงมาขอยืมเสบียงจากนายท่าน คงเป็นการใช้สิ่งนี้มาหยั่งเชิงว่านายท่าน ในสถานการณ์ที่ภายในยังไม่มั่นคง จะใช้ท่าทีเช่นใดต่อเขา”
“ไม่ผิด หากเขาคิดจะขอยืมเสบียงจริง คงไม่ขอยืมเพียงสองหมื่นต้าน สองหมื่นต้านเล็กน้อยนี้ มิใช่การขอยืมเสบียง แต่เป็นการ ‘ฉวยโอกาส’ ต้องการดูว่าในยามที่ภายในของข้าไม่มั่นคง ข้าจะยอมถอยและประนีประนอมให้เขาหรือไม่ หากข้าให้ยืมเสบียงแก่เขา ก็เท่ากับข้าเกรงกลัวเขา เขาจะต้องได้คืบเอาศอกอย่างแน่นอน ในยามเช่นนี้ ข้าจึงยิ่งถอยไม่ได้ ดังนั้นข้าจึงไม่ให้ยืม และยังสังหารทูตของเขาเสียสองคน กระนั้นก็ตาม ซูเงียบเอ๋ย เจ้าก็เห็นสถานการณ์หลังจากพวกเรามาถึงวุยกุ้นแล้ว ภายใต้สถานการณ์เช่นนี้ ข้าจะส่งทหารไปปราบเขาได้หรือ?”
