ซุนเกี๊ยนขมวดคิ้ว เอ่ยอย่างไม่พอใจว่า “ข้ากับเจินจือเป็นมิตรสหายเก่าแก่ ห่างหายกันไปนานกลับมาพบหน้า ช่างเป็นที่น่ายินดียิ่งนัก เหตุใดเมื่อคืนในงานเลี้ยง ข้าเห็นเจ้ามีใจลอยอยู่ตลอด มาบัดนี้ก็ยังอึกอัก พลางมีสีหน้ากังวล เหตุไฉนจึงเป็นเช่นนี้”
“ใต้เท้า ข้าน้อยมีเรื่องกังวลอยู่เรื่องหนึ่ง”
“กังวลเรื่องใด”
“ใต้เท้ากับสวินจวินแน่นอนว่าเป็นสหายเก่า แต่ว่าสวินจวินบัดนี้กำลังถูกทางการตามจับกุมตัว... จ้าวฉางชื่อเป็นผู้ใดกัน พระโอรสสวรรค์ยังทรงตรัสเรียกพระองค์ว่า ‘พระมารดาเลี้ยง’ ยามนี้เพียงพระองค์ทรงกริ้วขึ้นมา ขุนนางและทหารทั่วหล้าล้วนกระตือรือร้นคิดจะถวายงานอย่างสุดกำลัง สวินจวินมาถึงฉางชาในครานี้ หากข่าวแพร่งพรายเล็ดลอดออกไป ข้าน้อยเกรงว่าจะเป็นเหตุให้ใต้เท้าพลอยเดือดร้อน”
“นี่มันคำพูดอะไรกัน!”
“ใต้เท้ากับท่านมุขมนตรีก็มิลงรอยกัน หากเกิดเหตุอันใด?”
ที่ว่า “ใต้เท้ากับท่านมุขมนตรีก็มิลงรอยกัน” นั้น กล่าวถึงเรื่องที่ซุนเกี๊ยนกับหวังรุ่ย ผู้ตรวจการเกงจิ๋ว ไม่ถูกชะตากัน
หวังรุ่ยมีพื้นเพมาจากตระกูลหวังแห่งหลางเย๋ แม้นตระกูลหวังในเวลานี้ยังไม่รุ่งเรืองและมีชื่อเสียงโดดดั่งในยุคตงจิ้นภายภาคหน้า ทว่าก็เป็นตระกูลชนชั้นสูงที่มีชื่อเสียงพอสมควรแล้ว เมื่อเทียบกัน ซุนเกี๊ยนกลับมาจากพื้นเพที่ต่ำต้อยกว่า ฉะนั้นหวังรุ่ยจึงดูแคลนเขา แม้ว่าการปราบปรามกบฏที่หลิงหลิงและกุ้ยหยางล้วนอาศัยกำลังของซุนเกี๊ยนเป็นหลัก แต่หวังรุ่ยกลับมองว่าซุนเกี๊ยนเป็นเพียง ‘ขุนนางฝ่ายบู๊’ ‘วาจาจึงดูเบาความ’
ซุนเกี๊ยนเริ่มต้นสร้างตัวจากคุณงามความดีทางการทหารก็จริง ทว่าบัดนี้ไม่ว่าอย่างไรก็เป็นถึงเจ้าเมืองอัตราสองพันฉือแล้ว หวังรุ่ยกลับยังคงมองเขาเป็น ‘ขุนนางฝ่ายบู๊’ อันหมายถึง ‘พ่อนักรบ’ ผู้หนึ่ง ซุนเกี๊ยนย่อมไม่พอใจเป็นแน่
เมื่อเป็นดังนี้ ทั้งสองจึงกลายเป็นคู่อริต่อกัน ทว่าหวังรุ่ยเป็นบัณฑิต ทั้งยังเป็นผู้ตรวจการ ซุนเกี๊ยนก็จนปัญญาจะทำอะไรได้ คงได้แต่เก็บงำความโกรธไว้
“หากเกิดอันใดขึ้น?”
“หากเรื่องที่สวินจวินมาพึ่งใต้เท้าถูกผู้ใดพบเห็นเข้า และนำไปฟ้องร้องต่อท่านมุขมนตรีเล่า?”
