ชีหยงอาสาไปเกลี้ยกล่อมแม่ทัพผู้รักษาด่านไท่กู่ให้แก่ซุนเจิน
ซุนเจินยินดียิ่งนัก เอ่ยถามว่า “ในการไปเกลี้ยกล่อมแม่ทัพรักษาด่านไท่กู่ครั้งนี้ ท่านแม่ทัพต้องการสิ่งใดหรือไม่ ขอเพียงเอ่ยมาเถิด”
ชีหยงตอบว่า “ไม่ต้องการสิ่งใดเลย ขอเพียงศีรษะของโฮจิ้นเท่านั้น ข้าจะขี่ม้าเข้าไปในด่านเพียงลำพัง และจักยึดด่านไท่กู่มาถวายท่านโหวได้อย่างแน่นอน”
ในหมู่เสมียนใต้บังคับบัญชาของซุนเจิน มีผู้หนึ่งกระแอมขึ้นมาครั้งหนึ่ง
ซุนเจินผู้ปราดเปรื่องยิ่ง ไฉนเลยจะไม่รู้ว่าเสียงกระแอมนั้นมีเจตนาใด ชัดแจ้งว่าเป็นเพราะได้ยินชีหยงเอ่ยว่าจะ “ขี่ม้าเข้าไปในด่านเพียงลำพัง” จึงเคลือบแคลงว่าชีหยงอาจถือโอกาสหลบหนี จึงกระแอมขึ้นเพื่อเตือนสติมิให้ซุนเจินตอบตกลง ซุนเจินกลับไม่แม้แต่จะชำเลืองมองเสมียนผู้นั้น กล่าวขึ้นทันทีว่า “ดี! ก็ตามที่ท่านว่า... แล้วท่านแม่ทัพคิดจะออกเดินทางเข้าด่านเมื่อใด”
“ยามนี้ กองทัพของตั๋งโต๊ะเพิ่งแตกพ่าย โฮจิ้นถูกตัดศีรษะ ตัวข้าเองก็ยอมสวามิภักดิ์ต่อท่านโหวแล้ว ผู้ที่หลบหนีรอดไปได้มีเพียงลิโป้เท่านั้น ขวัญกำลังใจในด่านไท่กู่ขณะนี้ย่อมปั่นป่วน หวาดหวั่นกันทั้งกองทัพ จึงเหมาะนักที่จะเกลี้ยกล่อม ข้าปรารถนาจะเข้าไปในด่านเสียเดี๋ยวนี้”
ซุนเจินจึงบัญชาให้นำศีรษะของโฮจิ้นมาใส่กล่อง มอบให้แก่ชีหยง จากนั้นคว้ามือของชีหยงไว้ด้วยตนเอง แล้วส่งเขาออกไปยังหน้ากองบัญชาการ ก่อนจากกันกล่าวว่า “ข้าจะรอคอยข่าวดีของท่านแม่ทัพอยู่หน้ากำแพงด่าน”
ชีหยงประสานมือคารวะครั้งหนึ่ง ยกกล่องบรรจุศีรษะของโฮจิ้น จากนั้นพลิกตัวขึ้นหลังม้า ปราศจากผู้ติดตามแม้แต่คนเดียว ควบม้าตรงไปยังทิศทางของด่านไท่กู่
มองดูเขาควบม้าเดี่ยวลับตาไป เสมียนผู้ที่เพิ่งกระแอมขึ้นเมื่อครู่นั้นก็เอ่ยว่า “ชีหยงไปครานี้ เกรงว่าคงยากจะได้กลับมา!”
ซุนเจินหาได้เห็นด้วยไม่ จ้องมองแผ่นหลังของชีหยงที่ไกลออกไป กล่าวแก่คนทั้งปวงว่า “ระแวงก็อย่าใช้ ใช้แล้วก็อย่าระแวง แม่ทัพชีเป็นคนรู้จักเก่าแก่ของข้า ข้าย่อมทราบนิสัยใจคอของเขาเป็นอย่างดี บัดนี้เขาสวามิภักดิ์ต่อข้าแล้ว ย่อมไม่กลับกลอกเป็นแน่”