“ใต้เท้า ขอแสดงความยินดีด้วยขอรับ นี่ช่างเป็นเรื่องน่ายินดียิ่งนัก”
ครั้นกลับสู่กระโจมทัพกลาง ซีจื้อไฉ เฉิงเจีย และคนอื่นๆ ต่างพากันแสดงความยินดีกับซุนเจินอีกครั้ง
เฉิงเจียลูบเคราอันบางเบาพลางกล่าวยิ้มๆ ว่า “ท่านออกจากลกเอี๋ยง ได้เป็นเจ้าเมืองกังเหลง นับเป็นยินดีหนึ่ง พอเข้ามณฑลชีจิ๋ว ฮูหยินก็ตั้งครรภ์ นับเป็นยินดีอีกหนึ่ง นี่ช่างเป็นยินดีสองประการมาเยือนถึงเรือนโดยแท้”
เหยาเชิงก็ร่วมวงกล่าวอย่างสนุกสนานว่า “มิใช่เพียงยินดีสองประการ แต่เป็นยินดีสามประการต่างหาก”
เฉิงเจียกล่าวว่า “โอ้? แต่ไม่ทราบว่าความยินดีประการที่สามคืออันใด?”
“ความยินดีประการที่สามนั้น ย่อมเป็นความยินดีแห่งวงศ์ตระกูลของท่าน”
“ความยินดีแห่งวงศ์ตระกูล? โอ้! เจ้าหมายถึงฮูหยินตั้งครรภ์ นับเป็นเรื่องน่ายินดียิ่งสำหรับวงศ์ตระกูลของท่านกระนั้นหรือ? ย่อมถูกต้อง”
“มิใช่ มิใช่”
“มิใช่? เช่นนั้น เจ้าหมายความว่าอย่างใด?”
“ท่านเฉิง ไม่ทราบหรือว่าบรรพชนของกงต๋า ครั้งอดีตท่านซุนถานเคยเป็นเจ้าเมืองกังเหลงอยู่หลายปี?”
คำพูดของเหยาเชิงทำให้เฉิงเจียเข้าใจแจ่มแจ้ง เขาพยักหน้าติดต่อกัน แล้วกล่าวตอบว่า “ถูกต้อง ถูกต้อง นี่นับเป็นความยินดีแห่งวงศ์ตระกูลของท่านอย่างแท้จริง!”
เมื่อยุคของซุนถานและซุนอวี้ อาจกล่าวได้ว่าเป็นยุคที่รุ่งเรืองที่สุดของตระกูลซุนแห่งเองอิมจนถึงบัดนี้
ในครั้งนั้น คนในตระกูลซุนที่ออกไปรับราชการเป็นขุนนางระดับสองพันฉืออย่างเจ้าเมือง ระดับพันฉืออย่างนายอำเภอ และตำแหน่งตั้งแต่หกร้อยฉือขึ้นไปมีอยู่เป็นจำนวนมาก
โดยเฉพาะซุนถานและซุนอวี้พี่น้องคู่นี้ ต่างเคยดำรงตำแหน่งทั้งในระดับกุ้นและระดับกั๋ว ครองตำแหน่งบรรดาศักดิ์สองพันฉือมายาวนาน
และในสองคนนั้น ซุนถานก็เคยดำรงตำแหน่งเจ้าเมืองกังเหลงอยู่ช่วงหนึ่ง
ปีนั้นเมื่อซุนเจินได้เป็นเจ้าเมืองวุยกุ้น ในเขตวุยกุ้นมีอำเภอหนึ่งชื่อว่าอำเภอหลีหยาง ซุนซกในรัชสมัยของฮั่นฮวนตี้เคยดำรงตำแหน่งนายอำเภอที่หลีหยาง มาบัดนี้เขาออกไปครองเมืองกังเหลง อีกทั้งยังมีผู้อาวุโสในตระกูลที่ล่วงลับไปแล้ว ผู้เป็นปู่ของซุนฮิวและบิดาของซุนฉวี ซึ่งก็คือซุนถาน เคยมาดำรงตำแหน่งเจ้าเมืองที่นี่มาก่อน
