การที่เฉิงเจียเมามายบนท้องพระโรงนั้นอาจเข้าใจได้ ทั้งจะเหมาเอาว่าเขาคือดินโคลนปั้นไม่ขึ้นรูป ไม่คู่ควรแก่เวทีก็หาใช่
ด้วยเป็นบัณฑิตผู้มีปัญญาและมักใหญ่ใฝ่สูง ทว่ารูปร่างเตี้ยเตี้ย หน้าตาอัปลักษณ์ กระทั่งเมื่อครั้งที่กิจิ๋ว ยังถูกชาวพื้นถิ่นหัวเราะเยาะด้วยฉายา ‘เฉิงชุดสาลี่แช่แข็ง’ อันหยามหยัน ความแตกต่างเหล่านี้ทำให้เฉิงเจียปรารถนาความดีความชอบอย่างแรงกล้า จึงไม่น่าแปลกที่กิริยาวาจาของเขามีเค้าของนักเสรีนิยมโบราณ เร่งหาผลประโยชน์ฉับพลัน
เหนื่อยยากลำบากติดตามบัญชาซุนเจินมานับสิบปี ระหว่างนั้นภารกิจเสี่ยงตายก็ทำมามาก— จะกล่าวถึงแต่ระยะใกล้ เช่น ครั้งหนึ่งเคยลอบผ่านแดนอ้วนเสี้ยวไปเจรจากับเตียวหุย และอีกครั้งก่อนที่ซุนเจินจะยกทัพเข้ายึดเหอหนาน เขารับอาสาเป็นทูตไปเมืองเตียวหยาง เพียงสองภารกิจนี้ก็เสี่ยงตายมิใช่น้อย โดยเฉพาะครั้งแรก หากพลาดพลั้งแพร่งพราย ก็อาจถูกอ้วนเสี้ยวส่งคนลอบสังหาร
ครั้นแล้วในที่สุดก็ถึงวันนี้ เมื่อซุนเจินอาศัยความชอบจากการกอบกู้ราชวงศ์ เชิญเสด็จเล่าเหียบมาประทับ ณ อำเภอสวี่ ได้กุมอำนาจในราชสำนัก เฉิงเจียก็พลอยฟ้าพลอยฝนขึ้นตาม แม้ตำแหน่งปัจจุบันจะมียศถาไม่สูงนัก เป็นเพียงข้าราชการระดับร้อยชั่ง แต่อำนาจในฐานะผู้ตรวจการสามารถทำให้เขาเดินส่ายในอำเภอสวี่ได้อย่างภาคภูมิ ขุนนางคนใดในราชสำนักพบเห็นก็ต้องเกรงใจสามส่วน อีกทั้งแม้ราชวงศ์ฮั่นจะอ่อนแอ พระราชอำนาจฮ่องเต้จะหดหาย หากแต่เล่าเหียบก็ยังเป็นจักรพรรดิ และที่เขาเป็นเพียงข้าราชการขั้นร้อยชั่งแต่กลับได้รับพระบรมราชานุญาตเป็นพิเศษให้เข้าร่วมงานเลี้ยงคืนนี้ หัวอกเขาจะเป็นเช่นไร? ลืมตาอ้าปาก ฮึกเหิมปรีดา เหลือจะคณนา! ดังนั้นการเมามายจึงไม่ใช่เรื่องประหลาด
ที่เล่าเหียบโปรดให้เฉิงเจียเข้าร่วมงานเลี้ยงในคืนนี้ ก็เพราะทรงทราบว่าเฉิงเจียคือขุนนางคนสนิทของซุนเจิน ดังนั้นแม้จะตกพระทัยเมื่อเห็นเฉิงเจียเมาล้มคะมำ ทั้งแอบรู้สึกขบขันอยู่บ้าง ทว่าเมื่อได้ยินคำทูลของเอี๊ยงเปียวที่ขอให้ลงโทษฐาน ‘หมิ่นพระเกียรติ’ ต่อหน้า ก็ทรงอดไม่ได้ที่จะทรงหันพระพักตร์ไปทางซุนเจิน สายพระเนตรจับจ้อง
