ข้าราชการกลุ่มหนึ่งสวมชุดดำสวมหมวกสูงยืนคอยอยู่ริมทาง
ซุนเจินควบม้ามาจนถึงเบื้องหน้า ลงจากหลังม้าแล้วเดินเท้าเข้าไปคารวะพวกเขา
สองคนที่ยืนอยู่หน้าสุดในหมู่ข้าราชการนั้น คนหนึ่งอายุราวสี่สิบ ใบหน้าเหลี่ยม หนวดเคราใต้คางยาวทีเดียว ส่วนอีกคนอายุอ่อนกว่ามาก ดูราวสามสิบต้น ๆ น่าจะรุ่นราวคราวเดียวกับซุนเจิน แม้อายุจะไม่ถึงข้าราชการวัยสี่สิบกว่าผู้นั้น ทว่าสูงใหญ่กำยำ กลับสูงกว่าคนนั้นอยู่ร่วมศีรษะหนึ่งเต็ม ๆ ไม่เพียงสูง หากยังกำยำล่ำสัน ในหมู่ข้าราชการกลุ่มนี้ เขาโดดเด่นเหนือผู้คนประดุจกระเรียนในหมู่ไก่
ท่ามกลางผู้ติดตามที่ลงจากม้าด้วยกันอย่างซีจื้อไฉและคนอื่น ๆ ซุนเจินเผยรอยยิ้ม สาวเท้าฉับ ๆ ตรงเข้าไปหาพวกเขา
ระหว่างที่เดิน ซุนเจินพลางแอบสำรวจสองคนที่อยู่หน้าสุดนั้นอย่างแนบเนียน
เขาลอบคิดว่า 'ได้ยินว่าใต้เท้ากงเฉาแห่งกังเหลง จางหง เป็นผู้สูงใหญ่กำยำ คนอายุราวสามสิบคนนี้เห็นทีจะเป็นจางหงแน่แล้ว ส่วนที่อยู่ข้าง ๆ เขาก็คือจูปู้ หยวนซุย'
ทั้งจางหงและหยวนซุยล้วนเป็นคนท้องถิ่นเมืองกังเหลง หยวนซุยเข้ารับราชการในเมืองนี้มานานแล้ว ส่วนจางหงเพิ่งมารับตำแหน่งในเมืองได้สองปีก่อน
สำหรับหยวนซุยนั้นก็แล้วไปเถิด ซุนเจินไม่คุ้นเคยกับเขา หากชื่อของจางหง ซุนเจินกลับได้ยินมานานนัก ทั้งในชาติก่อนก็เคยได้ยิน ในชาตินี้ก็เคยได้ยิน
ที่รู้จักชื่อจางหงในชาติก่อนนั้น มาจากที่อ่านในหนังสือ ในคราวที่เจ้าเมืองทั้งหลายยกทัพปราบตั๋งโต๊ะ พวกเขาจัดการชุมนุมสาบานที่สวนเจ่า เฉกเช่นเลขาธิการสหประชาชาติในภายหลังซึ่งไม่เคยมาจากห้าชาติมหาอำนาจ บรรดาเจ้าเมืองที่ยกทัพปราบตั๋งโต๊ะก็ผลัดกันปฏิเสธ ไม่มีใครยอมขึ้นแท่นนำกล่าวสัตย์สาบาน จึงพร้อมใจกันเชิญจางหงเป็นประธานในพิธี จางหงหาได้เกรงใจแต่อย่างใด ขึ้นแท่นจับพานประกอบพิธีกรีดเลือดสาบานอย่างองอาจเฉียบขาด
ในชาตินี้ที่รู้จักชื่อจางหงก็เพราะจางหงมีบิดาผู้มีชื่อเสียงพอสมควร คืออดีตขุนพลทหารม้าประจำซงหนู จางหมิน
