ผู้ที่อยู่ในห้องข้างเคียงนั้น ไม่ใช่ใครอื่นไกล หากคืออู๋เถิง
อู๋เถิงใช้กรรไกรตัดทึ้งผ้าไหมดั่งบ้าบิ่น นางแทบอยากให้ผ้าผืนนี้กลายเป็นซุนเจิน และก็แทบอยากให้มันกลายเป็นตัวนางเอง นางกล่าวโทษตนเองด้วยความคั่งแค้นว่า “เจ้าลืมความแค้นของเจ้าหมดแล้วหรือ? เจ้าลืมความทุกข์ระทมที่เจ้าเคยเผชิญหมดแล้วหรือ? เจ้าลืมความอัปยศอดสูเหล่านั้นหมดแล้วหรือ? เจ้าลืมที่เจ้าเคยปฏิญาณว่าจะต้องสังหารไอ้เวรสมสู่ที่ไร้สัจจะไร้ความชอบธรรมนี้ด้วยมือของเจ้าให้จงได้มิใช่หรือ?... น่าชังน้ำหน้ายิ่งนัก! ปากบอกว่าจะพาข้าไปกังตั๋งดูช้าง ช้างนั้นมันอยู่หนใดกันเล่า? กลับพบแต่เจ้าแกล้งเย้าหยอกหญิงแพศยาและสำส่อนกามาโดยไม่มียางอาย ช่างน่าชังน่าขัดเคืองเสียนี่กระไร! เหตุไฉนเจ้ารึงหวั่นไหวในปณิธานเพราะเขากำจัดตระกูลจ้าวแห่งเย่ได้ จึงหลงคิดว่าเขาเป็นคนดีเล่า? เหตุไฉนเจ้ารึงคิดว่าเขาเป็นคนดี เพราะแม้เขาจะเร่ร่อนหลบหนีในยุทธภพแต่ก็ยังไม่ลืมที่จะพาเจ้าติดตามไปด้วย และไม่ทอดทิ้งให้เจ้าต้องอยู่ลำพังเล่า?... ไอ้เวรเช่นนี้สมควรถูกฆ่าเสียตั้งแต่เนิ่น ๆ!”
อู๋เถิงนั้นทุกข์ใจนัก
ในใจนางแรกเริ่มนั้นเคียดแค้นซุนเจิน ทว่าเมื่อนางได้พบปะสัมผัสกับเขามากวันเข้า ทั้งที่เขาเลี้ยงดูนางอย่างดีเยี่ยม ทั้งเสื้อแพรชุดงามและอาหารโอชะกลายเป็นเรื่องคุ้นชิน ไม่รู้ว่าเริ่มต้นขึ้นแต่ยามใด ความแค้นฝังลึกในอดีตก็ดูเหมือนจะค่อย ๆ จืดจางไป ถึงกระนั้นไซร้ก็หาใช่ความผิดของนางไม่ เรือนรื่นรมย์คือสุสานของวีรชน ปณิธานของวีรบุรุษทรนงยังมิอาจทานทนต่อการกัดกร่อนของความรื่นรมย์และเกียรติยศอันมั่งคั่งได้ ไหนเลยจะเหลือใคร่ควรกล่าวถึงนางผู้เป็นเพียงสตรีกำเนิดต่ำต้อย ไม่เคยผ่านพบวันคืนอันผาสุกมาก่อนเลยเล่า?
