ปีนี้ลิทงอายุยี่สิบห้าปี เหตุหนึ่งเพราะครอบครัวเป็นตระกูลใหญ่มีอิทธิพลมาแต่เดิม มีกองกำลังประจำบ้านอยู่แล้ว ลูกน้องและสมัครพรรคพวกมากมาย เสบียงและศาสตราวุธก็เพียบพร้อม อีกประการหนึ่งตัวเขาเองก็มีความสามารถ หนุ่มแน่นแต่เก่งกาจ ฉะนั้นในยามโลกปั่นป่วนนี้ จึงใช้เวลาเพียงไม่กี่ปีก็สร้างฐานกำลังได้อย่างที่เป็นอยู่ ณ บัดนี้ เมื่อถึงจุดหัวเลี้ยวหัวต่อเช่นนี้ ระหว่างซุนเกี๊ยนกับซุนเจินควรเลือกผู้ใด หรือไม่เลือกเลย ยังคงนั่งดูท่าทีต่อไป? หากเลือกถูกก็ก้าวขึ้นสู่เบื้องบนราบรื่น หากเลือกผิดมิเพียงกิจการที่สั่งสมมาจะพังทลาย หนักหน่อยถึงขั้นตัวตายวงศ์วายล่ม ก็ไม่น่าแปลกที่เขาจะลังเลตัดสินใจไม่ตก
ทุกคนโต้เถียงกันอยู่พักหนึ่ง ก็ยังไม่มีข้อยุติ เห็นว่าค่ำคืนล่วงเลยมามืดมิดนักแล้ว ลิทงจึงให้ทุกคนถอยกลับไป
วันรุ่งขึ้น ลิทงเรียกพบผู้แทนของสวี่จ้ง
คราก่อน สวี่จ้งส่งมาแต่เพียงเสมียนคนหนึ่งจากจวนแม่ทัพ แต่มาเยือนครานี้ซุนอินมาด้วยตนเอง
ทั้งสองฝ่ายนั่งลงประจำที่
ลิทงเอ่ยขอขมาก่อนว่า “เมื่อวานมีกิจจุกจิกเล็กน้อย จึงมิอาจพบท่านได้ โทษฐานละเลยขอท่านอย่าถือสา”
ซุนอินรู้ดีว่าสาเหตุแท้จริงที่เขาไม่ยอมพบตนเมื่อคืนคืออะไร แต่ด้วยมาเป็นทูตเกลี้ยกล่อม ย่อมจะเผชิญหน้าให้เสียบรรยากาศไม่ได้ จึงแสร้งทำเป็นไม่รู้ ยิ้มตอบว่า “ท่านเลี้ยงดูชาวประชาหลายพันครอบครัว บัญชาหมู่พลนับหมื่น กิจธุระย่อมมากมายเป็นธรรมดา จะมีเรื่องละเลยดูแคลนแต่ที่ใด?”
ลิทงถามว่า “ข้าได้ยินจากบ่าวไพร่ว่า เมื่อคืนท่านไปเที่ยวเล่นในอำเภอเอากลางค่ำคืน? ช่างสุขารมณ์ยิ่งนัก”
ซุนอินกล่าวว่า “ซุนอินใช่แล้ว เมื่อคืนได้ไปยังตัวอำเภอ แต่หาใช่เพื่อหาความสำราญไม่ หากแต่ไปเพื่อรำลึกถึงร่องรอยของท่านปู่และท่านอาของข้า”
