ซุนเจินแม้อยากพบตันเต๋ง แต่ตอนนี้ยังไม่มีโอกาส
ตันเต๋งขณะนี้อยู่ที่จวนผู้ว่าการ ครอบครัวเขาก็มิได้อยู่ที่เมืองกังเหลง จึงได้แต่รอภายภาคหน้าเมื่อมีโอกาสค่อยว่ากันเรื่องไปเยี่ยมพบปะ
กล่าวถึงก่อนที่ซุนฮิวและเหยาเฉิงจะกลับมาสองวัน เล่าปี่ได้เดินทางกลับจากแฮผีแล้ว
หลังจากที่เล่าปี่มาถึงที่ว่าการอำเภอเมืองกังเหลง นอกจากจะรายงานซุนเจินถึงการเข้าพบเจ้อหยงแล้ว กับทั้งความเห็นและการประเมินตัวเจ้อหยงผู้นี้ ยังได้แจ้งแก่ซุนเจินอย่างเป็นทางการว่าเขาต้องการนำทัพเป็นของตนเอง
แต่เล่าปี่ตอนนั้นมิได้พูดตรงไปตรงมาเช่นนั้น มิได้กล่าวตรง ๆ ว่า ‘ข้าต้องการนำทัพเดี่ยว’ ทว่ากล่าวว่า ‘บัดนี้มณฑลชีจิ๋วแม้ไร้โจรร้าย ทว่าเบื้องนอกมีโจรโพกผ้าเหลืองจากแคว้นชิงและกุนจิ๋วคอยจ้องมอง เมื่อพิจารณาจากสถานการณ์ยามนี้ ไร้กองทัพเข้มแข็งย่อมไม่เป็นผล ข้าน้อยผู้ไร้ความสามารถ ซาบซึ้งในบุญคุณอันใหญ่หลวงของท่านเจ้าเมือง ยิ่งคิดใคร่จะตอบแทน ขออาสาเดินทางไปตานหยางและเขาไท้ซาน เพื่อไปเกณฑ์ทหารให้ท่าน’
ภูเขาไท้ซานอยู่ทางตะวันตกเฉียงเหนือของมณฑลชีจิ๋ว กับเมืองกังเหลงห่างกันเพียงหนึ่งหรือสองอำเภอ ตานหยางใกล้กว่านั้นอีก อยู่ทางใต้ของมณฑลชีจิ๋ว ติดกับเมืองกังเหลง ทั้งสองอำเภอนี้ล้วนเป็นถิ่นผลิตทหารกล้าชั้นดี ในอนาคตอันใกล้ เมื่อบรรดาขุนนางร่วมปราบตั๋งโต๊ะ เปาสิ้นและอ๋องควงต่างนำทัพทหารจากเขาไท้ซาน อ๋องควงหลังพ่ายศึกยังเคยกลับไปเกณฑ์ทหารที่เขาไท้ซานอีกครั้ง ส่วนโจโฉเมื่อแรกประจัญบานพ่ายแพ้ ตรมตรอมใจและต้องการทหารฝีมือดี ก็ถึงกับเดินทางไกลถึงพันลี้เป็นพิเศษไปยังตานหยางเพื่อเกณฑ์กำลังพล การไปเกณฑ์ทหารยังสองถิ่นนี้ หรือถ้าจะว่าไปก็คือไปตานหยางนั้น เป็นเรื่องที่ซุนเจินเคยไตร่ตรองระหว่างเดินทางมายังเมืองกังเหลงแล้ว ดังนั้นเรื่อง ‘ไปเกณฑ์ทหารยังสองที่นี้’ มิได้ทำให้ซุนเจินประหลาดใจ แต่ที่ทำให้ซุนเจินรู้สึกคาดไม่ถึงก็คือ ก่อนที่เขาจะเอ่ยปากเรื่องนี้ หลังจากที่เขาเพิ่งมาถึงเมืองกังเหลง เล่าปี่กลับเอ่ยเรื่องนี้ขึ้นมาก่อน แถมยังอาสาสมัคร ‘ยินดีไปเกณฑ์ทหารให้แก่เขา’