ซุนเจินเตรียมจะใช้งานสิมโพ่ยอย่างเต็มกำลัง ดังนั้นงานเลี้ยงครอบครัวค่ำคืนวันชีซีนี้จึงคิดจะเรียกเขามาด้วย
กลางวันของวันชีซี ซุนเจินนึกเรื่องนี้ขึ้นได้ จึงให้เฉินซ่งไปหาสิมโพ่ย แล้วแจ้งความประสงค์นี้แก่เขา
ผ่านไปนาน เฉินซ่งจึงกลับมารายงาน
“ข้า...ข้าน้อยได้เรียนสิมยวนแล้ว”
ตัวเฉินซ่งนั้น แม้ในด้านการทหาร การปกครอง กฎหมายและอื่น ๆ ล้วนไร้ความสามารถพิเศษ ทั้งฝีปากก็ไม่คล่องแคล่ว ติดอ่าง ทว่ามีจุดเด่นอยู่ที่ความกตัญญูจงรักภักดี เก็บความลับของนายท่านได้ ทั้งที่ตั้งแต่เล็กก็ร่ำเรียนตำราหยู การจัดการเอกสารราชการทั่วไปหรือจดหมายส่วนตัวล้วนยังไม่มีปัญหา ดังนั้นหลังจากซวนคาง หลี่ปั๋อ และคนอื่นถูกผลัดเปลี่ยนส่งออกนคร ไต่เต้าขึ้นเรื่อย ๆ ซุนเจินจึงได้เลื่อนขั้นเขาให้สืบตำแหน่งของซวนคาง ปัจจุบันดำรงตำแหน่งเป็นนายกองสารบรรณประจำสำนักเมือง
“โอ๋... ไฉนเจ้าจึงมีสีหน้าประหลาดปานนั้นเล่า”
“สิ...สิมยวนไม่ได้อยู่ในเรือนกรม ข้าน้อยไปพบเขาที่...ที่เรือนขุนนาง...”
“...แล้วอย่างไรต่อ”
เฉินซ่งกลั้นใจจนหน้าแดงก่ำ ได้ครู่ใหญ่จึงกลั้นพูดออกมา “แล...แล้ว ข้าน้อยก็ที่...ที่...ที่...”
“ที่เรือนขุนนาง”
“...ใช่ ที่เรือนขุนนาง ได้พบ...พบกับเรื่องประ...ประ...ประ...”
“ประหลาดหรือ”
ตามปรกติแล้ว เฉินส่งหาได้พูดตะกุกตะกักเช่นนี้ไม่ คาดว่าเป็นเพราะยามนี้ประหลาดใจเหลือเกิน อารมณ์พลุ่งพล่านจนติดขัดเสียยิ่งกว่ายามปกติ ครั้นได้ยินซุนเจินเอ่ยคำว่า “เรื่องประหลาด” แทนเขา เขาก็รู้สึกโล่งอก พยักหน้าติด ๆ กัน
“เป็นเรื่องประหลาดอันใด?”
เฉินส่งรวบรวมสติ ระงับความประหลาดใจลงบ้างแล้ว จึงตอบว่า “ข้า...ข้าน้อยเห็นผู้หนึ่ง นอน...นอนเปิดพุงอยู่กลางลานเรือน”
ยามนี้ตรงกับเที่ยงวัน เป็นยามที่ร้อนที่สุดของวัน เหตุใดจึงนอนเปิดพุงอยู่กลางลานโดยไร้สาเหตุ? ซุนเจินถามว่า “เป็นเพราะเหตุใดหรือ?”
“ข้า...ข้าน้อยเอ่ยถามผู้นั้น เขาตอบเองว่า...ว่ากำลังตากหนังสือ”
