สามก๊กฉบับทะลุมิติ

ตอนที่ 210 ตีข้าศึกแตก (ตอนปลาย)

13 นาที· 3K คำ
เนื้อหาถูกแปลด้วย AI และขัดเกลาโดยผู้มีประสบการณ์ด้านการแปลเรียบร้อยแล้ว

# ตอนที่ 210 — ตีข้าศึกแตก (ตอนปลาย)

กองโจรโพกผ้าเหลืองที่บุกอยู่นอกกำแพงด้านตะวันตกกับด้านใต้นั้น เห็นได้ชัดว่าทำเพื่อขานรับปอไซ คอยตรึงกำลังภายในเมืองไว้

ก่อนหน้านี้ กองโจรโพกผ้าเหลืองก็กระทำเช่นนี้มาหลายคราแล้ว

ทิศที่มันมุ่งบุกหนักจริง ๆ ยังคงเป็นกำแพงด้านตะวันออก

ซุนเจินเหลียวมองไปทางตะวันตกและทางใต้อยู่ครู่หนึ่ง เอียงหูสดับ ก็แว่วได้ยินเสียงกลองศึกและเสียงโห่ร้องฆ่าฟันแต่ไกล

ซุนฮิวกล่าวว่า "ฟังดูแล้ว ศึกสองด้านนั้นหาได้ดุเดือดนัก"

ซีจื้อไฉจ้องมองออกไปนอกเมืองไม่วางตา คอยสังเกตการเคลื่อนไหวของทัพหลวงกองโจรโพกผ้าเหลือง ไม่ได้หันหน้ามา กล่าวว่า "นายโจรทางตะวันตกกับทางใต้คิดจะถอยมาแต่แรกแล้ว ที่ยังอยู่ร่วมรบนี้ก็ด้วยจำใจ มันคงไม่ทุ่มเทกำลังนัก คอยดูเถิด อย่างช้าพอตกค่ำ มันจักถอยลงไปแน่ สมรภูมิหลักยังคงอยู่ที่ฝั่งเรานี้เอง"

ซุนเจินเห็นพ้องด้วย

ที่ซุนเจินกับพวกยืนอยู่นั้นเป็นช่วงระหว่างหยุนทรี(1) หลังที่สองกับหลังที่สาม ตรงกับธงจอมทัพของปอไซพอดี

ตำแหน่งนี้พวกเขาคัดเลือกไว้อย่างถี่ถ้วน เพราะมองจากตรงนี้ออกไปนอกเมือง จักเห็นความเคลื่อนไหวของปอไซได้ถนัดชัดเจน

บัดนี้ใกล้พลบค่ำแล้ว ดวงตะวันคล้อยต่ำลงทางตะวันตก เป็นผลร้ายยิ่งแก่การบุกของกองโจรโพกผ้าเหลือง ด้วยมันหันหลังให้ตะวันออก หันหน้าสู่ตะวันตก มุ่งตรงเข้าหาแสงตะวันยามเย็น อยู่บนพื้นราบยังพอทำเนา แต่ครั้นปีนหยุนทรีขึ้นไปถึงที่สูง พอเงยหน้าขึ้น แสงทองยามเย็นก็สาดส่องลงมา จ้าจนตาพร่าลายไปหมด

ในสมรภูมินั้น เมื่อสองทัพปะทะกัน สิ่งที่ชี้ขาดแพ้ชนะมีสองด้านเป็นสำคัญ ด้านหนึ่งคืออัตวิสัย อีกด้านหนึ่งคือปรวิสัย อัตวิสัยนั้นก็คือตัวคน การตัดสินใจของแม่ทัพย่อมสำคัญยิ่ง ส่งผลต่อความสำเร็จหรือล้มเหลวโดยตรง อีกด้านหนึ่ง เหตุแวดล้อมภายนอกก็สำคัญไม่น้อย ดังเช่นทิศทางลม ฝ่ายที่อยู่เหนือลมย่อมได้เปรียบ ไม่ว่าจะยิงเกาทัณฑ์หรือโถมเข้าตี ล้วนได้เปรียบทั้งสิ้น อีกประการหนึ่งคือแสงตะวัน ดังเช่นในยามนี้ ทัพรักษาเมืองหันหลังให้ตะวันยามเย็น ไม่ต้องพะวงเรื่องแสง ส่วนพลทหารกองโจรโพกผ้าเหลืองหันหน้าเข้าหาตะวัน การมองเห็นก็ย่อมพลอยถูกบั่นทอน

ตำราพิชัยสงครามว่าไว้ ฟ้าอำนวย ดินอวยพร คนสามัคคี(2)

ลมและแสงตะวันอันเป็นเหตุแวดล้อมภายนอกเช่นนี้แหละ คือ "ฟ้าอำนวย"

จงฮิวเห็นข้อนี้ ก็ส่ายศีรษะ กล่าวว่า "อุบาย 'แสร้งยอมจำนน' ของท่านซีนั้น เป็นกลศึกอันแท้จริง ปอไซต้องกริ้วจริงดังคาด ถึงกับไม่ไยดีแม้แต่ 'ฟ้าอำนวย' ศึกครานี้ ฟ้าอำนวยอยู่ข้างเรา ทัพเรามีเมืองมั่นคงเป็นที่พึ่ง อีกทั้งท่านซียังถวายอุบาย ให้ขุดอุโมงค์ลับหลายสายทะลุออกนอกเมือง ทัพเราจักส่งกองจู่โจมออกไปได้ทุกเมื่อ 'ดินอวยพร' ก็อยู่ข้างเราด้วย เมื่อครู่ปอไซออกคำสั่งว่า 'ตีเมืองแตกเมื่อใด จักล้างเลือด' หมายว่าหากตีเมืองเอี้ยงเต๊กแตกแล้ว จักปล่อยให้พวกโจรเข่นฆ่าล้างเมืองเราเสีย แม้จักปลุกขวัญพวกโจรขึ้นได้บ้าง ทว่าสำหรับราษฎรกับพลรักษาเมืองของเราแล้ว นั่นก็เท่ากับบอกว่า 'เมืองแตกก็คือความตาย' ราษฎรและพลรักษาเมืองย่อมร่วมแรงร่วมใจกัน ต้านข้าศึกพร้อมเพรียง 'คนสามัคคี' ก็อยู่ข้างเราอีก

"ใน 'ฉีซุนจื่อ'(3) ว่าไว้ 'ฟ้าอำนวย ดินอวยพร คนสามัคคี หากขาดไปทั้งสามประการ แม้ชนะก็ยังมีภัย' ปอไซนั้นทั้งไร้ฟ้าอำนวย ทั้งไร้ดินอวยพร พอจะนับว่ามี 'คนสามัคคี' อยู่บ้างก็เพียงกระท่อนกระแท่น ทว่าก็ยังไม่เทียบเท่าความพร้อมเพรียงในเมืองเรา ดังนี้แล้ว ที่ท่านซีคาดการณ์ไว้ก็ไม่ผิดเพี้ยนแม้แต่น้อย ศึกครานี้ เราชนะแน่นอน"

การบุกของกองโจรโพกผ้าเหลืองครานี้เริ่มแต่ยามอิ่ว(4) ตกค่ำแล้วก็ยังไม่หยุด

ว่าตาม "ฟ้าอำนวย" แล้ว ครั้นยามพลบค่ำ กองโจรโพกผ้าเหลืองก็ตกเป็นรองอยู่แล้ว ครั้นตกค่ำลง ยิ่งเป็นรองหนักขึ้นไปอีก

แม้ปอไซจะออกคำสั่งให้แต่ละค่ายก่อกองไฟเป็นหย่อม ๆ ไว้นอกคูเมือง มองแต่ไกลแล้ว แสงไฟวับ ๆ กับแสงดาวบนฟากฟ้ายามราตรีก็ส่องประกายรับกัน อีกทั้งพลทหารโพกผ้าเหลืองที่ลุยข้ามคูเมืองเข้ามาส่วนใหญ่ก็ถือคบเพลิงกันอยู่ กระนั้น ความมืดของราตรีที่ค่อย ๆ ดื่มด่ำลงก็ยังกระทบต่อการบุกของพวกมันอย่างไม่อาจหลีกเลี่ยง

ประการแรก ราตรีมืดมิด แม้มีคบเพลิง ทว่าก็ยังมองเห็นได้ไม่เท่ากลางวัน เป็นเหตุให้ปอไซไม่อาจกำความเป็นไปของแนวหน้าได้ถนัด

ประการที่สอง ความมืดยังกระทบต่อการออกคำสั่งของปอไซ ในเวลากลางวันนั้น เพียงโบกธงแม่ทัพ นายทหารทั้งแนวหน้าและกองหลังก็อาจเข้าใจความหมายของเขาได้ ทว่าบัดนี้ ในความมืดราตรี มีน้อยคนนักที่จักมองเห็นการโบกธงแม่ทัพของเขาได้ถนัด จึงต้องอาศัยทหารนำสารควบม้าไปแจ้งคำสั่ง การที่ทหารนำสารแจ้งคำสั่งนั้นต้องกินเวลา ตามความผันแปรอันรวดเร็วของศึกไม่ทัน จึงยากจะกำจังหวะชิงชัยได้

ประการที่สาม ความมืดยังกระทบต่อการมองเห็นของพลทหารทั้งทัพอย่างไม่อาจเลี่ยง พลโพกผ้าเหลืองกว่าเก้าในสิบล้วนเป็นชาวนาผู้ยากไร้ ปกติก็อดมื้อกินมื้อ ขาดอาหารบำรุง สายตายามค่ำคืนจึงไม่ดี หลายคนแทบมองไม่เห็นเลยว่าเบื้องหน้าเกิดอะไรขึ้น

การกำความเป็นไปของศึกไม่ถนัด การกำจังหวะชิงชัยไม่ได้ สองข้อนี้ก็พอทำเนา แต่ข้อที่ว่า "สายตายามค่ำคืนของพลทหารไม่ดี" นี้แหละคือบาดแผลถึงตาย ในยามที่พวกมันรุกเข้าตีเองยังพอทำเนา คนข้างหลังก็ตามคนข้างหน้าโถมขึ้นไปก็แล้วกัน ทว่าเมื่อใดที่การรุกรับพลิกกลับ เมื่อใดที่แนวหน้าเกิดระส่ำ ก็ย่อมก่อความระส่ำที่ใหญ่ขึ้นไปอีก จนถึงที่สุดก็พังพินาศทั้งแนว

ใช่ว่าปอไซจะไม่รู้ว่าอาจเกิดผลเช่นนี้ ก็ด้วยเหตุนี้แหละ ก่อนหน้านี้เขาจึงไม่ยอมเปิดศึกยามค่ำคืนมาตลอด ถ้าเช่นนั้น คืนนี้เหตุใดเขาจึงไม่ถอยทัพยามตกค่ำเล่า ก็ดังที่ซีจื้อไฉคาดการณ์ไว้นั่นเอง เพราะคืนนี้แท้จริงเป็นโอกาสครั้งสุดท้ายของเขาแล้ว

กองโจรโพกผ้าเหลืองเจ็ดแปดหมื่นคน มาตั้งประชิดเมืองอยู่ห้าหกวัน เสบียงก็เริ่มร่อยหรอ บรรดานายโจรน้อยของแต่ละอำเภอ แต่ละตำบล ส่วนใหญ่ล้วนไม่อยากเสียเวลาเปล่าอยู่ที่เอี้ยงเต๊ก ล้มตายโดยไร้ประโยชน์อีกต่อไปแล้ว หากไม่ใช่เพราะปอไซมีบารมีสูง ท่าทีก็เด็ดเดี่ยว ไม่ยอมถอยทัพไปง่าย ๆ เช่นนี้ พวกมันก็คงถอยทัพไปตีอำเภออื่นแต่เมื่อคืนก่อนแล้ว ถึงกระนั้น ดังคำที่ว่า "มติมหาชนยากจะขัด" บารมีปอไซจะสูงเพียงใด ในเรื่องอันเกี่ยวด้วยความเป็นความตายของทั้งทัพ เขาก็ไม่อาจปิดฟ้าด้วยฝ่ามือเดียวได้ เพียงแต่เกลี้ยกล่อมบรรดานายโจรน้อยได้อย่างฝืด ๆ ชิงเวลามาให้ตนได้หนึ่งวันเท่านั้น

พวกมันนัดหมายกันว่า หากถึงเที่ยงวันพรุ่งนี้ยังตีเอี้ยงเต๊กไม่แตก ก็จักยกไปรบที่อื่น

ล้อมเมืองมาหกวันแล้ว ห้าวันก่อนบุกหลายครั้งก็ตีเมืองไม่แตก เหลืออีกวันเดียว จักตีแตกได้หรือ เวลาก็สั้น แรงกดดันก็หนัก ปอไซไฉนจักไม่ทุบหม้อจมเรือ(5) เล่า

ยามซวี(6) สามขีด ปอไซออกคำสั่ง ให้พลเบา(7) แห่งกองที่สามข้ามคูเมืองมาเปลี่ยนพลหุ้มเกราะที่แนวหน้า

แต่ยามอิ่วถึงยามซวี บุกติดต่อกันชั่วยามหนึ่งไม่หยุดหย่อน ฆ่าข้าศึกแปดร้อย เสียพวกตนหนึ่งพัน พลหุ้มเกราะกองโจรโพกผ้าเหลือง ในขณะที่ทำให้พลรักษาเมืองล้มตายไปไม่น้อย พวกมันเองก็ล้มตายมากกว่า พลหุ้มเกราะหนึ่งพันนายที่ปอไซส่งมาแนวหน้า บัดนี้ล้มตายไปเกือบสองร้อยแล้ว อัตราเสียไพร่พลเกือบหนึ่งในห้า ว่ากันตามจริง ต่อให้ปอไซไม่ออกคำสั่งถอย พวกพลหุ้มเกราะก็รบต่อไปไม่ไหวแล้ว

หากเปรียบการบุกของพลหุ้มเกราะเป็น "พายุฝนกระหน่ำ" การบุกของพลเบาก็เป็นดัง "ลมอ่อนฝนพรำ"

พลเบาไม่มีเกราะเหล็กคุ้มกาย แม้จำนวนมากมาย แต่ที่จักคุกคามเชิงเทินกำแพงนั้นห่างไกลพลหุ้มเกราะนัก

พลหุ้มเกราะอาศัยเกราะแข็งจึงไม่แยแสต่อลูกเกาทัณฑ์ บุกขึ้นเชิงเทินกำแพงได้ไม่ขาดสาย ส่วนพลเบาสวมเสื้อผ้า อย่างมากก็มีแต่เกราะหนัง ต่อลูกเกาทัณฑ์อาจกล่าวได้ว่าแทบไม่มีกำลังต้านทานเลย พลหุ้มเกราะที่ล้มตายนั้น ห้าคนมีหนึ่งคนที่ถูกฆ่าตายหลังบุกขึ้นเชิงเทินกำแพงแล้ว ครั้นเปลี่ยนเป็นพลเบา อัตราส่วนนี้ก็กลายเป็นหนึ่งในยี่สิบ ในพลเบายี่สิบคน สิบเก้าคนล้มตายอยู่บนหยุนทรีหรือใต้หยุนทรีทั้งนั้น

หลังปอไซถอนพลหุ้มเกราะลงไปแล้ว สีหน้าของซีจื้อไฉก็พลันผ่อนคลายขึ้น กล่าวอย่างเหยียดหยามว่า "ฝูงชนระส่ำก็คือฝูงชนระส่ำอยู่นั่นเอง การบุกของพวกโจรเดิมก็อ่อนล้าอยู่แล้ว ปอไซยังถอนพลหุ้มเกราะ เอาพลเบาขึ้นมาแทน เป็นการนำตนไปสู่ความพินาศแท้ ๆ"

ซินอ้ายสนิทสนมกับซีจื้อไฉยิ่งนัก จึงล่วงรู้กลศึกทั้งสองของซีจื้อไฉ คือ "แสร้งยอมจำนน" และ "อุโมงค์ลับ" เขาชื่นชมกลศึกทั้งสองของซีจื้อไฉไม่รู้สร่าง สวมเกราะหนัง คาดกระบี่สั้น ยืนเคียงข้างซีจื้อไฉกับซุนเจิน ชี้ไปยังตำแหน่งอุโมงค์ลับที่ขุดไว้ใต้เมือง ถามอย่างกระหายใคร่ลองว่า "ในเมื่อการบุกของพวกโจรอ่อนล้าแล้ว ทัพเราจักส่งกองจู่โจมออกไปได้หรือยัง"

ซุนฮิวจับตามองใต้เมือง พลางต่อความว่า "อย่าเพิ่งรีบ คอยอีกครู่"

"คอยอะไรอีกเล่า"

ซุนเจินชี้ไปยังสะพานทุ่นลอย(8) บนคูเมือง กล่าวว่า "จนถึงบัดนี้ พลเบาที่ข้ามคูมายังไม่ถึงพันคน คอยให้มันข้ามมาอีกมากกว่านี้ เราค่อยออกตีก็ยังไม่สาย"

นอกคูเมือง พลหุ้มเกราะที่ถอนจากแนวหน้าก็ถอยไปยังด้านหลัง พักอยู่ตรงนั้นเอง

พลเบาเคลื่อนตัวขึ้นหน้า กลายเป็นกองหน้า บนสะพานทุ่นลอย พลเบาทยอยกันเป็นหมู่ ๆ ถือคบเพลิงกำลังข้ามคูมา

อันกองจู่โจมนั้น คือทัพที่ออกตีอย่างพลิกความคาดหมาย พลเบาข้ามคูมายิ่งมาก ความระส่ำที่กองจู่โจมก่อขึ้นก็จักยิ่งใหญ่หลวง

## เชิงอรรถ

(1) หยุนทรี — บันไดปีนกำแพงเมือง อุปกรณ์โจมตีเมืองในยุคโบราณ มีความหมายตามตัวอักษรว่า "บันไดเมฆ"

(2) ฟ้าอำนวย ดินอวยพร คนสามัคคี — คติพิชัยสงครามสามประการ ฟ้าอำนวยคือจังหวะดินฟ้าอากาศ (เช่น ทิศลม แสงตะวัน) ดินอวยพรคือชัยภูมิ คนสามัคคีคือความพร้อมเพรียงของผู้คน

(3) ฉีซุนจื่อ — ตำราพิชัยสงครามของซุนปิน ปราชญ์ยุครณรัฐ เรียกว่า "ซุนจื่อแห่งแคว้นฉี" แยกต่างหากจากตำราซุนจื่อของซุนหวู่

(4) ยามอิ่ว — ยามตามนาฬิกาจีนโบราณ ราว 17.00–19.00 น.

(5) ทุบหม้อจมเรือ — สำนวนหมายถึงตัดทางถอย เอาชีวิตเป็นเดิมพันสู้ตายไม่คิดถอยกลับ

(6) ยามซวี — ยามตามนาฬิกาจีนโบราณ ราว 19.00–21.00 น.

(7) พลเบา — ทหารราบเบา สวมเสื้อผ้าหรือเกราะหนังบาง ไม่มีเกราะหนัก ต่างจากพลหุ้มเกราะซึ่งสวมเกราะครบและถืออาวุธหนัก

(8) สะพานทุ่นลอย — สะพานปะทุนพาดข้ามคูเมือง

เนื้อหานี้ได้รับการคุ้มครอง ไม่อนุญาตให้พิมพ์ อ่านต่อได้ที่ BaoNovel.com
ดันขึ้นเพื่อไปตอนถัดไป