สามก๊กฉบับทะลุมิติ

ตอนที่ 248 การศึกนั้นมีที่รูปการณ์เหมือนกันแต่ท่วงทีต่างกัน

61 นาที· 14K คำ
เนื้อหาถูกแปลด้วย AI และขัดเกลาโดยผู้มีประสบการณ์ด้านการแปลเรียบร้อยแล้ว

# ตอนที่ 248 — การศึกนั้นมีที่รูปการณ์เหมือนกันแต่ท่วงทีต่างกัน

ครั้นซุนเจินกลับเข้าสู่ค่ายแล้ว ก็เรียกประชุมนายทัพนายกองทั้งปวง ถ่ายทอดคำสั่งของฮองฮูสง กล่าวว่า "คุนเอี๋ยงใกล้แตกแล้ว ท่านแม่ทัพฮองฮูเป็นห่วงว่ากบฏที่อู่หยางจะหนีลงใต้ จึงสั่งให้พวกเราคืนนี้ยกออกจากค่าย มุ่งไปยังอู่หยาง หากพวกมันทิ้งเมืองหนีไปจริง ก็ให้รีบเข้าตีโดยเร็ว"

นายทัพนายกองได้ฟังก็เหลียวมองหน้ากันด้วยความตกตะลึง

เจียงฉินกล่าวว่า "ที่อู่หยางมีกบฏอยู่เกือบสองหมื่น กองของเรายังไม่ถึงสามพันคน หากมันมุ่งจะหนีลงใต้จริง ลำพังพวกเราจะต้านทานไว้ได้อย่างไร"

ใต้บังคับซุนเจินมีพลรวมราวสามพันคน หักที่ทิ้งไว้รักษาเซียงเซียกับอำเภอเกียบทั้งสอง อีกทั้งที่บาดเจ็บล้มตายในไม่กี่วันมานี้ พลที่ใช้การได้ยังไม่ถึงสองพัน ย่อมต้านทานกบฏอู่หยางเกือบสองหมื่นไว้มิได้แน่

"ที่ไปอู่หยางมิใช่มีแต่พวกเรา ยังมีกองของฉีตูเว่ย(1)โจโฉอีกด้วย"

"ฉีตูเว่ยโจโฉหรือ"

"ท่านโจตูเว่ยเป็นเชื้อสายขุนนางผู้มีชื่อ เพิ่งคุมทัพมาถึง ใต้บังคับมีพลเดินเท้าและพลม้าสามพันสองร้อย ท่านแม่ทัพฮองฮูสั่งให้เขาไปอู่หยางพร้อมกับพวกเรา"

"เพียงเท่านี้ก็ยังไม่พออยู่ดี พลสามพันสองร้อยรวมกับพลที่ใช้รบได้สองพันของพวกเรา ก็เป็นเพียงห้าพันเศษ กบฏเกือบสองหมื่น จะสกัดไว้ได้อย่างไร"

"ท่านแม่ทัพฮองฮูย่อมมีอุบาย"

"อุบายใดเล่า"

บัดนั้นซุนเจินจึงเล่าอุบายของฮองฮูสงให้เหล่านายทัพฟัง

อุบายของฮองฮูสงนั้น แท้จริงก็เรียบง่าย กล่าวโดยย่อแบ่งเป็นสามขั้น

ขั้นแรก ให้ซุนเจินกับโจโฉคุมพลลอบไปยังนอกเมืองอู่หยาง ขั้นที่สอง สั่งให้เว่ยเกียวซิ้ว(2)ซึ่งตั้งอยู่ริมฝั่งหลี่สุ่ยแสร้งทำเป็นป้องกันหละหลวม ล่อให้ปอไซส่งทหารข้ามน้ำมาช่วยคุนเอี๋ยงอีกครั้ง แล้วจึงวางกำลังซุ่มทำลายกองหนุนที่มันส่งมานั้นเสีย ขั้นที่สาม ครั้นทำลายกองหนุนของปอไซสิ้นแล้ว เว่ยเกียวซิ้วก็ให้รีบยกพลข้ามน้ำในทันที ไปสมทบกับซุนเจินและโจโฉ สามทัพรวมกันเป็นพลเกือบหมื่น ย่อมพอจะคุมตัวปอไซไว้ได้

ซุนเจินกล่าวว่า "ค่ำคืนนี้ท่านแม่ทัพจะส่งผู้ถือสารไป สั่งให้เว่ยเกียวซิ้วล่อข้าศึกข้ามน้ำ ก่อนหน้านี้ปอไซส่งทหารข้ามน้ำมาติด ๆ กันถึงสองครั้ง แม้ถูกตีถอยกลับทั้งสองหน แต่จนบัดนี้ก็ยังมิได้หนีลงใต้ คงยังตั้งอยู่ที่อู่หยางคอยดูความเป็นไปของการรบที่คุนเอี๋ยง แสดงว่ามันยังมิได้ตัดใจ ยังหมายจะช่วยคุนเอี๋ยงต่อไปอีก ขอเพียงเว่ยเกียวซิ้วทำทีหละหลวมอยู่ริมน้ำ มันก็จะส่งทหารข้ามน้ำมาเป็นครั้งที่สามเป็นแน่ คะเนจากจำนวนพลที่มันส่งมาสองครั้งก่อน ครั้งที่สามนี้มันก็น่าจะส่งพลสักสี่ห้าพันมาบุกข้ามน้ำ เมื่อเป็นเช่นนี้ ที่มันเหลืออยู่ในอู่หยางก็จะมีไม่ถึงหมื่นห้าพัน ทัพเรา ทัพท่านโจตูเว่ย และทัพเว่ยเกียวซิ้ว สามทัพรวมกันเป็นหมื่น แม้ไม่พอจะเข้าตีเมือง แต่จะคุมตัวปอไซไว้นั้นมิใช่เรื่องยากเลย"

เล่าเติ้งถามว่า "ทว่ากองของเว่ยเกียวซิ้วมีเพียงสี่ห้าพัน ถึงล่อให้ปอไซส่งทหารข้ามน้ำเป็นครั้งที่สามได้ เกรงว่าจะทำลายมันให้สิ้นได้ยากอยู่ดีมิใช่หรือ"

"ถึงคราวนั้น ท่านแม่ทัพจูจะคุมทัพไปหนุนช่วยเอง"

เฉินเปาครุ่นคิดแล้วถามว่า "แม้ว่าสองครั้งก่อนปอไซส่งมาเพียงสี่ห้าพันเพื่อช่วยคุนเอี๋ยง แต่หากครั้งที่สามนี้มันยกออกมาทั้งทัพเล่า จะทำฉันใด"

ใต้บังคับปอไซมีพลเกือบสองหมื่น หากมันบุกข้ามหลี่สุ่ยมาทั้งทัพจริง ก็ยังจะเป็นเรื่องยุ่งยากอยู่ไม่น้อย

แต่ซุนเจินกลับมิได้ถือเป็นกังวล หัวเราะแล้วว่า "เช่นนั้นก็ยิ่งดีมิใช่หรือ ล้อมเมืองเพื่อตีกองหนุนนั้นง่ายดายที่สุด มันจะดิ่งสู่ทางตายเอง พวกเราก็ช่วยไม่ได้"

"ท่านซุนพูดเช่นนี้หมายความว่าอย่างไร"

"ตามคำสั่งของท่านแม่ทัพฮองฮู เว่ยเกียวซิ้วจะล่อข้าศึกหลังจากที่พวกเรากับท่านโจตูเว่ยคุมพลข้ามหลี่สุ่ยไปแล้ว หากปอไซส่งมาเพียงสี่ห้าพันข้ามน้ำเหมือนสองครั้งก่อน เว่ยเกียวซิ้วกับท่านแม่ทัพจูก็จะจัดการมันเอง แต่หากมันยกข้ามน้ำมาทั้งทัพ เจ้ากับข้าและท่านโจตูเว่ยก็มิใช่จะนั่งดูเฉย ๆ อาจรีบยกไปข้างหลังทัพมัน เข้าตีกระหนาบจากด้านหลัง ข้างหน้ามีท่านแม่ทัพจูซุ่มไว้ ตรงกลางมีเว่ยเกียวซิ้วเข้าตีขนาบ ข้างหลังมีเจ้ากับข้าโจมตีไล่ฆ่า อย่าว่าแต่เกือบสองหมื่นเลย ถึงสามหมื่นก็ต้องถึงคราวพินาศทั้งกองทัพ"

นายทัพนายกองทั้งปวงพากันหัวเราะลั่น

อุบายของฮองฮูสงข้อนี้ หากดำเนินไปได้ราบรื่น ก็นับเป็นอุบายอันดีโดยแท้

ลองนึกดูเถิด เมื่อซุนเจิน โจโฉ และเว่ยเกียวซิ้วรวมพลกันแล้วมีพลกว่าหมื่น มีกำลังเหล่านี้ตั้งมั่นอยู่นอกเมือง ปอไซย่อมไม่กล้ายกออกมานอกเมืองเป็นแน่

ฮองฮูสงกับจูฮีก็จะตีคุนเอี๋ยงให้แตกได้โดยสะดวก แล้วจึงเคลื่อนทัพลงใต้ เข้าตีอู่หยางต่อไป

ในอุบายนี้ พลเดินเท้าและพลม้าสามพันสองร้อยที่โจโฉนำมา นับว่ามีบทบาทอันสำคัญยิ่ง

หากปราศจากพลสามพันสองร้อยของเขาแล้ว ประการแรก เมื่อเว่ยเกียวซิ้วและจูฮีวางกำลังซุ่มทำลายกองทหารที่ปอไซส่งข้ามน้ำมา ลำพังพลสองพันเศษของซุนเจินย่อมยากนักที่จะคุมตัวปอไซและกองที่เหลือในเมืองอู่หยางไว้ได้ ประการที่สอง ซุนเจินกับเว่ยเกียวซิ้วรวมพลกันก็มีเพียงหกเจ็ดพัน ขณะที่กองที่เหลือของปอไซยังน่าจะมีถึงหมื่นสี่ห้าพัน กำลังข้าศึกมากเป็นสองเท่าของทัพเรา ก็ยากจะข่มขวัญปอไซมิให้มันกล้าฝ่าวงล้อมหนีลงใต้ได้ ครั้นเพิ่มพลสามพันสองร้อยของโจโฉเข้าไป รูปการณ์ก็ผิดแผกไปมาก ในสนามรบนั้น บางคราวมีพลมากกว่าหรือน้อยกว่ากันสักไม่กี่พัน หรือแม้แต่ไม่กี่ร้อย ก็ทำให้ผลแตกต่างกันราวฟ้ากับดิน

ครั้นถ่ายทอดคำสั่งของฮองฮูสงสิ้นแล้ว ซุนเจินก็สั่งให้นายทัพนายกองต่างกลับไปยังกองของตน รวมพลเตรียมยกออกเดินทาง

ส่วนตัวเขายังคงอยู่ในกระโจมคอยให้ฮองฮูสงส่งคนมารับหน้าที่รักษาแทน กำแพงเมืองด้านที่เขารับหน้าที่ตีลวงนั้น นอกจากพลในบังคับเขาแล้ว มีแต่พลเดินเท้าของจูฮีสองพันคน หากเขายกพลในบังคับออกไป ก็จำต้องมีกำลังอื่นมารับหน้าที่รักษาแทน มิฉะนั้นจะถูกเหอมั่นเห็นช่อง ฉวยโอกาสฝ่าวงออกมาจากจุดนี้ได้

ฮองฮูสงดำเนินการอันรวดเร็วยิ่ง ซุนเจินคอยอยู่ในกระโจมเพียงครึ่งยาม ก็มีเปี๋ยปู้ซือหม่า(3)สองนายคุมพลมาถึง อันเปี๋ยปู้ซือหม่านั้นเป็นขุนนางศักดิ์เทียบพันสือ ดังชื่อบ่งความว่า ที่เรียก "เปี๋ยปู้" ก็คือ "คุมกองแยกออกไปต่างหาก" มีอำนาจบัญชากองพลของตนเข้ารบกับข้าศึกได้ด้วยตนเอง ซุนเจินส่งมอบหน้าที่แก่สองนายเสร็จสิ้นแล้ว ยังขอร้องเป็นพิเศษให้ทั้งสองช่วยดูแลทหารบาดเจ็บที่ทิ้งไว้ด้วย จากนั้นจึงออกจากกระโจมคุมทัพยกออกจากค่าย

สวี่จ้ง เจียงฉิน เป็นต้น รวมพลในบังคับเสร็จสรรพแต่เนิ่นแล้ว ตั้งแถวอยู่ ณ ลานโล่งกลางค่าย

ซุนเจินออกมา เห็นในหมู่พลมีบางคนจุดคบเพลิง ก็สั่งว่า "ดับคบเพลิงเสีย" อันผู้เป็นนายทัพนั้น ความระมัดระวังเป็นสิ่งสำคัญที่สุด คราวนี้แม้ยังอยู่ใต้กำแพงเมืองคุนเอี๋ยง ห่างจากอู่หยางอยู่ไกล แต่บางทีนอกค่ายในที่ไกลออกไปอาจมีม้าสอดแนมของปอไซก็เป็นได้ ครั้นออกจากค่ายแล้ว เคลื่อนไปในความมืดได้ไม่ไกลนัก ก็แลเห็นบนถนนเบื้องหน้ามีทัพหนึ่งตั้งอยู่ดำทะมึน ก็มิได้จุดคบเพลิงเช่นกัน ที่แท้คือกองที่โจโฉคุมมานั่นเอง

ทั้งสองฝ่ายเข้าสมทบรวมเป็นทัพเดียว ทหารคาบไม้ ม้าครอบกระดิ่ง มุ่งหน้าไปทางทิศตะวันออกเฉียงใต้ ตามคำสั่งของฮองฮูสง พวกเขาจะลอบข้ามน้ำที่จุดห่างจากอู่หยางไปทางตะวันออกสามสิบลี้ จากที่นี่ถึงจุดข้ามน้ำราวสามสี่สิบลี้ อย่างช้าต้องไปถึงในรุ่งสางของวันพรุ่ง เพื่อปกปิดมิให้รู้ ตอนกลางวันเดินทัพมิได้ นั่นก็คือว่า พวกเขามีเวลาเดินทัพรวมหนึ่งคืนครึ่ง คืนครึ่งต้องเดินสามสี่สิบลี้ ภาระการเดินทัพนับว่าหนักหนายิ่ง

ดีอยู่ที่ก่อนหน้านี้ซุนเจินได้ฝึกซ้อมการเดินทัพยามค่ำคืนให้ทั้งทัพมาแล้ว พลในบังคับจึงรู้เรื่องการเดินทัพกลางคืนอยู่บ้าง อีกทั้งมีคำบัญชาของนายทหารทุกระดับกำกับ การเดินทัพจึงยังเป็นไปอย่างมีระเบียบไม่สับสน

ซุนเจินเป็นชาวเมืองนี้ แต่ก่อนเมื่อครั้งดำรงตำแหน่งตูอิ้วฝ่ายเหนือ เขาเคยมายังแถบนี้ คุ้นเคยเส้นทาง ฉะนั้นกองของเขาจึงเดินอยู่ข้างหน้านำทาง โจโฉคุมกองตามอยู่เบื้องหลัง

ตามอยู่ข้างหลังพอดีได้สังเกตระเบียบการเดินทัพของกองซุนเจิน โจโฉมองอยู่นาน จึงกล่าวแก่คนซ้ายขวาว่า "เมื่อข้าอยู่ที่เซียงเซีย ได้ฟังท่านหลี่กล่าวว่า เหตุที่เองฉวนยังคงรักษาไว้ได้จนบัดนี้ ล้วนอาศัยความชอบของซุนเจินทั้งสิ้น วันนี้มาเห็นกองของเขาเดินทัพ ผู้นี้ช่างเป็นผู้รู้การศึกโดยแท้" แล้วหันไปมองการเดินทัพของกองตน รู้สึกไม่พอใจยิ่งนัก

อันโจโฉคุมทัพเป็นครั้งแรกนี้ พลที่คุมส่วนมากเป็นพลแคว้นที่เกณฑ์มาจากหัวเมืองอื่น ขาดการฝึกฝน ย่อมสู้พลในบังคับซุนเจินมิได้

เขาสั่งความแก่นายกองในบังคับสองสามคำ แล้วพาทหารองครักษ์ไม่กี่คนรีบควบม้าขึ้นหน้า ไล่ตามทันซุนเจินที่เดินอยู่หัวขบวน

ซุนเจินมิได้เดินอยู่หน้าสุดของขบวน หากแต่ขี่ม้าเดินอยู่ริมทาง เดินบ้างหยุดบ้าง เป็นครั้งคราวก็กล่าวกับพลที่เดินผ่านสองสามคำ ปลุกใจให้กำลังพลเหล่านั้น เตือนมิให้ตกขบวน ได้ยินเสียงกีบม้ากระทบดังเป็นจังหวะมาแต่ข้างหลัง หันไปมองเห็นว่าเป็นโจโฉมาถึง ก็รีบจะลงจากม้าทำคารวะ แต่ตัวโจโฉยังมาไม่ถึง เสียงหัวเราะก็มาถึงก่อนแล้ว เขานั่งอยู่บนม้า โบกมือห้ามอยู่ไม่ขาด ทำสัญญาณมิให้ซุนเจินลงจากม้า แล้วฟาดแส้ม้าสองที ขับมาถึงข้างม้าซุนเจิน หัวเราะแล้วว่า "ตอนนี้เจ้ากับข้าอยู่ในทัพ กำลังเดินทัพอยู่ ท่านซุนไม่ต้องถือพิธีรีตองมากนักดอก"

"เหตุใดท่านตูเว่ยจึงมา"

"ข้าอยู่ข้างหลังเห็นกองของท่านเดินทัพเป็นระเบียบเรียบร้อย แต่โบราณมา การเดินทัพยามค่ำคืนยากที่สุด ที่กองของท่านทำได้ถึงเพียงนี้ ท่านช่างเป็นผู้รู้การศึกโดยแท้ ตระกูลของท่านสืบเชื้อสายจากซุนชิง(4) สืบทอดวิชาสำนักหยูมาแต่บรรพชน ไม่นึกเลยว่าท่านยังรอบรู้ในวิถีของซุนอู๋(5)อย่างลึกซึ้งอีกด้วย"

คำสรรเสริญนี้เป็นสิ่งที่ซุนเจินมิได้คาดคิด รู้สึกประหลาดใจยิ่งนัก

โจโฉเป็นผู้ใดเล่า เจ้าผู้ยิ่งใหญ่แห่งปลายฮั่นสามก๊ก ผู้แตกฉานในวิชาพิชัยสงคราม ใช้ทัพได้ดั่งเทพ อีกทั้งยังเคยแต่งตำราพิชัยสงครามไว้เล่มหนึ่ง และเคยทำอรรถาธิบายให้แก่ตำราซุนจื่อ บัดนี้กลับมาสรรเสริญซุนเจินกระนั้นหรือ

ครั้นพ้นความประหลาดใจ ซุนเจินก็เข้าใจในทันที นึกในใจว่า "แม้โจโฉจะเป็นปรมาจารย์พิชัยสงครามผู้ลือนามในชั้นหลัง แต่บัดนี้เขายังเป็นเพียง 'ผู้แรกออกจากเรือนหญ้า' ก่อนหน้านี้ไม่เคยคุมทัพมาเลย ในข้อนี้ บัดนี้เขายังสู้ข้าไม่ได้จริง ๆ" ไม่ว่าอย่างไรก็ดี ซุนเจินก็นำพลออกรบมาแล้วหลายครั้ง ทั้งศึกหนักทั้งศึกที่ชนะด้วยอุบาย ด้วยประสบการณ์การคุมทัพออกรบที่เขามีอยู่บัดนี้ ก็นับว่าเหนือกว่าโจโฉอยู่บ้างจริง

นี่ก็เป็นเหตุที่ฮองฮูสงเลือกให้เขากับโจโฉไปอู่หยางด้วยกัน ใต้บังคับฮองฮูสงกับจูฮีมีนายทัพนายกองมากมาย เกียวซิ้วแห่งกองเซ่อเซิงกับกองปู้ปิงทั้งสองนายต่างเป็นนายทัพชั้นสูงศักดิ์เทียบสองพันสือ จะว่าไปแล้วการไปอู่หยางครั้งนี้ภาระหนักหนา เกี่ยวพันกับการคงอยู่หรือหนีไปของกบฏโพกผ้าเหลืองกว่าหมื่น ความรับผิดชอบใหญ่หลวง อย่างน้อยก็ควรเลือกหนึ่งในเกียวซิ้วสองนายนี้ไปกับโจโฉ ทว่าฮองฮูสงกลับมิได้เลือก หากเลือกซุนเจินแทน เหตุผลที่เขายกขึ้นกล่าวคือ ซุนเจินเป็นชาวเมืองนี้ รู้ภูมิประเทศดี แต่ความจริงแล้วนี่เป็นเพียงเหตุรอง ที่สำคัญกว่ากลับเป็นเพราะความชอบในการรบของซุนเจินที่ผ่านมา ทั้งเฉลียวฉลาดทั้งกล้าหาญ ส่งเขาไปฮองฮูสงจึงวางใจได้

ซุนเจินกล่าวอย่างถ่อมตนว่า "นี่หาใช่ความสามารถของข้าพเจ้าไม่ ล้วนเป็นความชอบของจื้อไฉทั้งสิ้น" ซีจื้อไฉก็อยู่ข้างกายซุนเจินพอดี ซุนเจินจึงกล่าวแก่โจโฉว่า "จื้อไฉเป็นผู้มีปัญญาเลิศแห่งเองฉวน ในอกมีปณิธานอันใหญ่ ในใจมีอุบายอันแยบยล แตกฉานในวิถีพิชัยสงครามอย่างลึกซึ้ง ที่ผ่านมาในการรบกับกบฏหลายครั้งหลายหน ที่ข้าพเจ้ารอดพ้นมิได้พ่ายแพ้ ก็ด้วยจื้อไฉทั้งสิ้น"

เมื่อโจโฉมาถึงครั้งแรก ซีจื้อไฉก็อยู่ในหมู่ผู้ออกมาต้อนรับด้วย ฮองฮูสงเคยแนะนำให้โจโฉรู้จัก โจโฉรู้จักชื่อของซีจื้อไฉ แต่ไม่สู้แจ้งในชาติตระกูลที่มาของเขานัก คราวนี้ได้ฟังคำสรรเสริญของซุนเจิน ก็ทำสีหน้าสำรวม ประสานมือบนหลังม้า กล่าวแก่ซีจื้อไฉว่า "ไม่ทราบว่าบ้านท่านอยู่ที่ใด"

ซีจื้อไฉคารวะตอบว่า "ขุนนางผู้น้อยเป็นชาวเอี้ยงเต๊ก"

อันเองฉวนเป็นหัวเมืองมีชื่อ เอี้ยงเต๊กเป็นเมืองเอกของเองฉวน ที่เอี้ยงเต๊กมีตระกูลขุนนางและตระกูลคหบดีอยู่ไม่น้อย เช่นตระกูลกัว ตระกูลเตียว ตระกูลซิน ตระกูลฉุนหยู ตระกูลจาง ตระกูลหวง เป็นต้น โจโฉล้วนเคยได้ยินชื่อ ทั้งยังรู้จักผู้ที่ออกจากตระกูลใหญ่เหล่านี้อยู่หลายคน ทว่าไม่เคยได้ยินว่ามีตระกูลซีอยู่เลย พอได้ฟังก็รู้ทันทีว่าซีจื้อไฉผู้นี้คงออกจากตระกูลต่ำต้อยเป็นแน่ แต่บนใบหน้าเขามิได้มีสีหน้าดูแคลนแม้แต่น้อย กลับยิ้มกล่าวแก่ซีจื้อไฉว่า "อำเภอของท่านช่างมีผู้มีความสามารถมากมายเหลือเกิน กัวก๋งจิก(6) ซินจั่วจื้อ(7) เจ่าเสี้ยวอิ่ว(8) ฉุนหยูจ้งเจี่ยน(9) ล้วนเป็นผู้ปราดเปรื่องร่วมสมัย ข้ายังได้ยินว่าอำเภอของท่านมีกุมารอัจฉริยะอยู่สองคน คนหนึ่งชื่อเจ้าเหยี่ยน(10) เป็นยอดกตัญญูต่อบิดามารดา อีกคนหนึ่งชื่อฝานชิน(11) เยาว์วัยก็มีชื่อเสียงด้านอักษรศาสตร์ ข้ากับฉุนหยูจ้งเจี่ยนอยู่ในพระนครหลวงด้วยกัน มีไมตรีลึกซึ้งหาที่ติมิได้ วันนี้ยังได้พบกับท่านอีก โอ ชาวเอี้ยงเต๊กช่างเฟื่องฟูด้วยผู้มีความสามารถเหลือเกิน"

กัวก๋งจิกก็คือกุยโต๋ ซินจั่วจื้อก็คือซินผี เจ่าเสี้ยวอิ่วก็คือเจ่าจือ ฉุนหยูจ้งเจี่ยนก็คืออิเขง

โจโฉเป็นชาวอำเภอเจียวแคว้นเพ่ยกั๋ว(12) ในอำเภอนั้นมีผู้มีชื่อไม่กี่คน ทั้งไม่มีบัณฑิตที่ลือนามเป็นพิเศษ เทียบกับเอี้ยงเต๊กแล้วห่างไกลกันนัก ความนิยมยกย่องของเขาครั้งนี้จึงออกมาจากใจจริง มิใช่เสแสร้ง

น่าเสียดายที่ถ้อยคำของเขาเหล่านี้มิได้ก่อให้เกิดความรู้สึกร่วมในซีจื้อไฉมากนัก ซีจื้อไฉเป็นบัณฑิตยากจน ผู้ที่โจโฉยกชื่อมาเหล่านี้ล้วนเป็นบุตรหลานตระกูลขุนนาง ทั้งสองอยู่ต่างชนชั้นกัน อย่างกุยโต๋ ซินผี เจ่าจือ เหล่านี้ แม้อยู่อำเภอเดียวกับซีจื้อไฉ แต่ก่อนเข้ารับราชการ ซีจื้อไฉแทบไม่เคยมีไมตรีคบหากับพวกเขาเลย ฉะนั้นจึงตอบรับไปพอเป็นพิธีสองสามคำ

โจโฉสังเกตสีหน้าท่าทาง เห็นได้ว่าซีจื้อไฉไม่สู้สนใจในเรื่องนี้ ก็มิได้ขุ่นเคือง ยังคงยิ้มแย้มอยู่เช่นเดิม แล้วกล่าวแก่ซุนเจินอีกว่า "ท่านเองก็เป็นผู้มีความสามารถยิ่ง ท่านซีก็มิใช่บัณฑิตธรรมดา ไปอู่หยางคราวนี้ คงต้องอาศัยกำลังของทั้งสองท่านมากแล้ว"

ซุนเจินนึกพิศวงอยู่ในใจ คิดว่า "ด้วยชาติตระกูลและยศศักดิ์ของโจโฉ การที่เขามิได้ดูแคลนซีจื้อไฉซึ่งออกจากตระกูลต่ำต้อยก็นับว่ายากแล้ว เมื่อถูกเย็นชาตอบกลับยังมิได้โกรธ ยิ่งหาได้ยากนัก" อันโจโฉแม้เป็นบุตรหลานตระกูลสูงศักดิ์ แต่ในหมู่ตระกูลสูงศักดิ์ด้วยกัน ตระกูลขันทีของเขาก็นับเป็น "ตระกูลต่ำต้อย" เช่นกัน เพราะเหตุนี้เขาจึงมิได้มีใจดูแคลนบัณฑิตที่ออกจากตระกูลต่ำต้อยเลย

ซุนเจินกล่าวว่า "ข้าพเจ้าจักซื่อสัตย์ต่อหน้าที่ ทุ่มเทกำลังจนสุดความสามารถ"

สนทนากันอยู่ครู่หนึ่ง พลในบังคับซุนเจินก็ทยอยเดินผ่านไปมิขาดสาย จนมองเห็นธงทิวของกองโจโฉแล้ว ทั้งสองเป็นนายทัพ ไม่ควรหยุดอยู่ที่เดียวนานเกินไป จึงควบม้าเคียงกันเดินไปอย่างช้า ๆ

โจโฉมองดูทุ่งข้าวสาลีริมทางในยามค่ำคืน ปอไซกับเหอมั่นเคยปล่อยทหารออกปล้นชิงตามชนบทมาก่อน ต้นข้าวสาลีในทุ่งถูกเหยียบย่ำเสียมาก มองแต่ไกล ทุ่งข้าวที่ควรเขียวขจีดั่งพรมปูพื้น บัดนี้กลับแหว่งเป็นหย่อม ๆ ที่นี่ก็ขาดไปแปลงหนึ่ง ที่โน่นก็ขาดไปแปลงหนึ่ง โจโฉอดถอนใจมิได้ กล่าวว่า "กวานจง(13)ว่าไว้ 'ผู้เป็นราชาถือราษฎรเป็นฟ้า ราษฎรถืออาหารเป็นฟ้า' วันนี้กบฏที่เองฉวนปราบลงมิยาก แต่จะให้ราษฎรมีอาหารกินหลังศึกนั้นยากนักหนา"

"ที่ท่านตูเว่ยกล่าวมาถูกต้องยิ่ง"

โจโฉถอนใจกล่าวอยู่สองสามคำ แล้ววกเข้าเรื่อง ถามซุนเจินว่า "นับแต่กบฏเองฉวนก่อการขึ้น ท่านได้รบกับกบฏมาหลายครั้ง รักษาเอี้ยงเต๊ก ตีเซียงเซียและอำเภอเกียบคืน ล่อข้าศึกที่ฟู่เฉิง ตามท่านแม่ทัพจูรบกับกบฏที่ริมน้ำ แล้วตามท่านแม่ทัพฮองฮูเข้าตีคุนเอี๋ยง ก่อนที่ท่านแม่ทัพฮองฮูและท่านแม่ทัพจูจะมาถึง ความชอบในศึกเองฉวนท่านเป็นที่หนึ่ง ท่านย่อมรู้ความจริงเท็จของกบฏเองฉวนดี ปอไซหัวหน้ากบฏเป็นคนเช่นไร พลกบฏในบังคับมันมีกำลังรบฉันใด"

"ปอไซมีสติปัญญาอยู่บ้าง ก่อนทัพหลวงมาถึง มันจัดระเบียบพลของมันใหม่ที่เซียงเซียและฟู่เฉิงสองครั้ง คัดเอาแต่พลฉกรรจ์ ปลดพลแก่เฒ่าอ่อนแอออก กบฏเกือบสองหมื่นที่มันนำไปอู่หยางนี้ ล้วนเป็นพลฉกรรจ์ที่คัดเลือกแล้ว แม้ศัสตราวุธมิได้แกร่งกล้าเท่าทัพหลวง แต่เพราะถูกนักพรตชั่วล่อลวงมอมเมาจนถึงขั้นยอมสู้ตาย จึงมิอาจประมาทได้ เมื่อไม่กี่วันก่อน ข้าพเจ้าตามท่านแม่ทัพจูรบพุ่งดุเดือดกับกบฏที่ริมฝั่งน้ำ หากมิใช่เพราะซือหม่าซุน(14)กล้าหาญดุดัน ข้าพเจ้าก็เกือบจะถูกล้อมอยู่ในวงกบฏ ตีฝ่าออกมามิได้แล้ว" แม้ซุนเจินจะมีชัยเหนือกบฏโพกผ้าเหลืองมาหลายครั้ง แต่นอกจากศึกเอี้ยงเต๊กครั้งหนึ่งแล้ว ที่เหลือล้วนชนะด้วยอุบาย มิได้รบกับกบฏโพกผ้าเหลืองในที่โล่งกันอย่างเต็มกำลังเป็นกองทัพใหญ่จริง ๆ จึงไม่เคยประมาทพวกมันเลย

"ฟังตามที่ท่านซุนว่ามานี้ การไปอู่หยางครั้งนี้ หากปอไซไม่ฝ่าวงออกมาก็แล้วไป แต่หากมันฝ่าวงหนีลงใต้ เจ้ากับข้าเกรงว่าจะต้องตกอยู่ในศึกเลือดเสียแล้ว"

"เป็นเช่นนั้นโดยแท้"

โจโฉเหลียวมองขบวนทัพที่เดินอยู่ แล้วทอดสายตามองทางมืดเบื้องหน้าออกไปไกล

แม้เขาจะพยายามปกปิดอย่างยิ่ง แต่จากกำปั้นที่กำแน่นและหลังที่ตั้งตรงนั้น ก็เห็นได้ว่าการไปอู่หยางครั้งนี้ เขาทั้งกระหายจะลองฝีมือ แต่ก็มีแรงกดดันอยู่ด้วย

ซุนเจินนึกในใจว่า "โจโฉในชั้นหลังลือชื่อว่าเป็นเจ้าผู้ฉ้อฉล แต่จากที่ข้าได้สัมผัสกับเขาในช่วงนี้แล้ว กลับมองไม่ออกว่าเขามี 'ความฉ้อฉล' ตรงไหน ส่วน 'ความเป็นเจ้า' นั้นมีอยู่จริง คือมีใจทะเยอทะยานเป็นเจ้าเต็มเปี่ยม"

ความรู้สึกของซุนเจินมิผิดเลย โจโฉในเวลานี้แท้จริงไม่เกี่ยวข้องกับ "ความฉ้อฉล" แม้แต่น้อย เขาปีนี้เพิ่งอายุสามสิบปี กำลังเป็นวัยที่เปี่ยมใจทะเยอทะยานหมายสร้างวีรกรรมความดี

จะว่าเขาเป็นเจ้าผู้ฉ้อฉล ก็สู้ว่าตัวเขาในเวลานี้มี "ปณิธานอันบริสุทธิ์ดั่งหิมะ" ไม่ได้ ความปรารถนาสูงสุดของเขาในเวลานี้คือหวังให้ความเพียรของเขาสามารถพลิกตระกูลของเขาจากตระกูลขันทีในสายตาผู้คนให้กลายเป็นตระกูลขุนนางมีชื่อ ความฝันสูงสุดของเขาในเวลานี้คือหวังได้รับการยกย่องจากคนทั้งแผ่นดิน จารึกชื่อไว้ในประวัติศาสตร์ เป็นดั่งขุนนางผู้มีชื่อในราชวงศ์ก่อนและราชวงศ์ปัจจุบันที่คนรุ่นนี้และรุ่นหลังพากันสรรเสริญ

ด้วยเหตุนี้ แม้เขาจะออกจากตระกูลขันที กลับเป็นปฏิปักษ์กับเหล่าขันทีอยู่ครั้งแล้วครั้งเล่า

เขามีไมตรีต่อซุนเจินถึงเพียงนี้ ก็เกี่ยวเนื่องกับความปรารถนาและความฝันของเขา

นับแต่ราชวงศ์ปัจจุบันมา พระญาติฝ่ายมเหสีและเหล่าขันทีผลัดกันกุมอำนาจ บัณฑิตขุนนางจะต่อสู้กับพวกเขาก็จำต้อง "รวมพรรค" บัดนี้แม้บัณฑิตผู้มีชื่อรุ่นเก่าจะถูกห้ามรับราชการเสียมาก แต่บัณฑิตและผู้มีปณิธานรุ่นหลังก็ยังคงรวมพรรคกันดังเก่า อย่างอ้วนเสี้ยวก็คบหาผูกไมตรีกับเหล่าวีรชนทั่วแผ่นดิน เตียวต๋ง(15)จงฉางสื้อเคยกล่าวแก่ขันทีอื่นในเสิ่งเน่ย(16)ว่า "อ้วนเปิ๋นชูตั้งราคาตัวเอง ชอบเลี้ยงนักเลงสละชีพ ไม่รู้ว่าเจ้าเด็กผู้นี้สุดท้ายหมายจะทำอะไร" เพราะคบหาผูกไมตรีกับเหล่าวีรชนและผู้กล้าหาญมีสัตย์ทั่วแผ่นดินอย่างกว้างขวาง อ้วนเสี้ยวจึงกลายเป็นผู้นำของเหล่าบัณฑิตรุ่นหนุ่มไปแล้วโดยปริยาย โจโฉจะหมายให้ตระกูลของตนก้าวขึ้นเป็นตระกูลขุนนาง จะหมายจารึกชื่อตนในประวัติศาสตร์ ก็จำต้องคบหาผูกไมตรีกับบัณฑิตผู้มีชื่อทั่วแผ่นดินอย่างกว้างขวางเช่นอ้วนเสี้ยว ฉะนั้นเขาจึงคบกับอ้วนเสี้ยว คบกับเหล่าวีรชนอย่างเหอ เตียวเมา งอฉยง(17) วันนี้ได้พบวีรชนอย่างซุนเจินเข้า ย่อมไม่ยอมปล่อยให้คลาดไปเป็นแน่

จะว่าไปแล้ว แม้ซุนเจินจะออกจากตระกูลซุน แต่ในแผ่นดินยังหาได้มีชื่อเสียงเลื่องลือไม่ อีกทั้งเป็นสายรองสกุลเล็กของตระกูลซุน ตามเหตุผลแล้วโจโฉไม่จำเป็นต้อง "ลดตนถ่อมตัวเข้าหาบัณฑิต" ถึงเพียงนี้ แต่สิ่งที่เขาให้ความสำคัญมิใช่เพียงชาติตระกูลของซุนเจิน หากเป็นความสามารถของซุนเจินยิ่งกว่า ผู้ที่เอาชนะกบฏโพกผ้าเหลืองด้วยกำลังน้อยกว่ามาหลายครั้ง ไฉนจะเป็นผู้ไร้ความสามารถได้เล่า มีความสามารถ ทั้งยังเป็นเชื้อสายตระกูลมีชื่อ ภายหน้าย่อมเป็นใหญ่แน่ แม้ว่าซุนเจินเวลานี้ยังอยู่ในยาม "ต่ำต้อย" แต่การคบหาผูกไมตรีกับผู้ใดก็ควรคบเมื่อยามเขายังต่ำต้อย ไมตรีเช่นนี้จึงจะยิ่งมั่นคง

โจโฉหวังให้ตนได้ความชอบในศึกครั้งนี้ จึงยิ้มกล่าวแก่ซุนเจินว่า "รอจนปราบกบฏราบคาบแล้ว ด้วยความชอบของท่าน คงต้องได้เลื่อนยศสูงขึ้นเป็นแน่"

ถ้อยคำนี้ของเขาเป็นเพียงคำเอ่ยปากตามมารยาททั่วไป แต่เมื่อเข้าหูซุนเจินแล้ว ซุนเจินกลับรู้สึกใจไหวหวั่น หันหน้ามองโจโฉ ครุ่นคิดราวมีนัยบางอย่าง

ศึกปราบโพกผ้าเหลืองเพิ่งเริ่มต้นเท่านั้น หลังจากโพกผ้าเหลืองที่เองฉวนแล้ว ยังมีโพกผ้าเหลืองที่น่ำเอี๋ยง ยีหลำ แคว้นเฉิน ตังกุ๋น ฯลฯ ที่ต้องปราบอีก ส่วนซุนเจินก็ได้สร้างความชอบไว้ไม่น้อยแล้ว หลังศึกจะได้เลื่อนยศสูงขึ้นเป็นแน่แท้ แต่จะเลื่อนสูงเพียงใดนั้นพูดยากอยู่

ซุนเจินแม้มีชื่อเสียงและเกียรติวงศ์ตระกูล แต่ในราชสำนักไม่มีคนของตน ไร้ที่พึ่งพิง เมื่อไร้คนในราชสำนัก ย่อมยากที่จะรับราชการให้เจริญ

ตั่งกู้(18)มาสิบกว่าปี ทุนรอนและสายสัมพันธ์ที่ตระกูลซุนสั่งสมไว้แต่ก่อนส่วนมากใช้การมิได้แล้ว อย่างบิดาและอาของซุนชวี ก่อนหน้านี้ล้วนเป็นเสนาบดีและอัครมหาเสนาบดีหัวเมืองศักดิ์สองพันสือ บัดนี้ก็ล่วงลับไปนานแล้ว หรืออย่างบัณฑิตพรรคพวกที่ไปมาหาสู่ใกล้ชิดกับตระกูลซุน เช่นหลี่อิง เป็นต้น บ้างก็ต้องโทษถึงสิ้นชีพไปนานแล้ว ที่รอดมาได้ก็ถูกตั่งกู้ปลดออกจากตำแหน่งเสียแต่นาน หลบเร้นอยู่กับเรือน

อาจกล่าวได้ว่า บรรดาผู้กุมอำนาจจริงในเวลานี้ พวกขันทีนั้นไม่ต้องเอ่ยถึง เป็นปฏิปักษ์กับบัณฑิตขุนนาง เป็นไปไม่ได้ที่จะช่วยตระกูลซุน แม้กระทั่งเหล่าบัณฑิตขุนนางด้วยกัน บางทีพวกเขาอาจไม่กีดขวางการเข้ารับราชการของบุตรหลานตระกูลซุน แต่เพราะส่วนมากไม่มีไมตรีลึกซึ้งกับตระกูลซุน ไม่มีการไปมาหาสู่ จะหวังให้พวกเขาเกื้อหนุนบุตรหลานตระกูลซุนอย่างเต็มกำลังก็เป็นไปได้ยาก

ก็ในเมื่อคนเรานั้นล้วนมีใจเห็นแก่ตน ใครเล่าจะไม่มีมิตรสหายและคนรู้ใจสักสองสามคน ตระกูลมีชื่อในแผ่นดินก็มิได้มีแต่ตระกูลซุนตระกูลเดียว แทนที่จะเกื้อหนุนบุตรหลานตระกูลซุน ก็สู้เกื้อหนุนผู้ที่มีไมตรีดีต่อกันมิได้

ซุนเจินเองก็เคยขบคิดในเรื่องนี้

กบฏโพกผ้าเหลืองนั้นย่อมต้องพ่ายแพ้แน่นอน รอเมื่อกบฏโพกผ้าเหลืองพ่ายแล้ว ด้วยความชอบที่เขาสร้างไว้ ราชสำนักจะเลื่อนเขาขึ้นเป็นตำแหน่งใด

ตำแหน่งจวิ้นเฉิง(19) เซี่ยนเฉิง(20) เซี่ยนเว่ย(21) เหล่านี้เขาไม่ต้องการ ที่เขาต้องการมีอยู่สองตำแหน่ง คือเป็นนายอำเภอเมืองใหญ่อย่างหนึ่ง กับเข้าพระนครเป็นหลาง(22)อย่างหนึ่ง

เทียบกันสองอย่างนี้ เขาต้องการอย่างหลังเป็นพิเศษ

เป็นนายอำเภอเมืองใหญ่แม้จะได้บัญชาแผ่นดินทั้งอำเภอ ราษฎรหลายหมื่นปาก แต่เทียบกับการเข้าพระนครเป็นหลางแล้วยังห่างไกลกันนัก

การเข้าพระนครเป็นหลางก็เปรียบดั่งฮั่นหลิน(23)ในชั้นหลัง พอได้เป็นหลางแล้วฐานะก็ผิดแผกไปมาก โดยเฉพาะ "หวงเหมินซื่อหลาง" และ "อี้หลาง"

หวงเหมินซื่อหลางศักดิ์หกร้อยสือ อี้หลางศักดิ์เทียบหกร้อยสือ ว่าตามขั้นศักดิ์ดูเหมือนยังสู้นายอำเภอเมืองใหญ่มิได้ แต่หวงเหมินซื่อหลางและอี้หลางอาจได้ออกไปเป็นขุนนางชั้นสูง ในหมู่หลางด้วยกัน ผู้สูงศักดิ์ที่สุดคือหวงเหมินซื่อหลาง ผู้ที่จะดำรงตำแหน่งนี้ได้มิใช่พระญาติวงศ์ก็เป็นบุตรหลานแม่ทัพอัครเสนาบดี หรือมิฉะนั้นก็เป็น "บัณฑิตผู้มีวงศ์ตระกูลเลื่องชื่อ" รองลงมาก็คืออี้หลาง อี้หลางก็สูงศักดิ์ยิ่งนัก มักให้บัณฑิตผู้มีชื่อหรืออดีตขุนนางชั้นสูงดำรงตำแหน่ง พอได้ออกไปเป็นขุนนาง การได้เป็นเสนาบดีหรืออัครมหาเสนาบดีหัวเมืองก็เป็นเรื่องธรรมดา โจโฉก่อนหน้านี้ก็เป็นอี้หลางอยู่ที่ลกเอี๋ยง ออกมาก็ได้เป็นฉีตูเว่ยศักดิ์เทียบสองพันสือ นี่คือทางลัดในการเลื่อนยศ

นอกจากเป็นทางลัดเลื่อนยศแล้ว การเข้าพระนครเป็นหลางยังมีข้อดีอีกอย่าง คือได้คบหากับขุนนางชั้นสูงและบัณฑิตในพระนคร เติมเต็มสิ่งที่ซุนเจินยังขาดในด้านนี้ ยามแผ่นดินสงบก็สั่งสมสายสัมพันธ์ไว้ ครั้นแผ่นดินมีเหตุ ขอเพียงเชื่อมสายสัมพันธ์ได้ทั่วถึง ก็จะออกไปเป็นเสนาบดีหรืออัครมหาเสนาบดีหัวเมืองได้ในทันที หรือมิฉะนั้นก็เป็นดั่งโจโฉที่ได้รับแต่งตั้งเป็นตำแหน่งฝ่ายทหาร คุมทัพออกศึก เป็นการได้ประโยชน์สองทางโดยแท้

ดูจากภูมิหลังของซุนเจินในเวลานี้ หลังศึกเมื่อตรองความชอบกัน จะได้เป็นนายอำเภอยังพอว่า แต่จะหมายเข้าพระนครเป็นหลางนั้นออกจะยากอยู่ แม้จะว่าครั้งฮั่นก่อนเคยมีเรื่องที่ได้เป็นหลางด้วยความชอบในการศึก แต่ตำแหน่งหลาง โดยเฉพาะตำแหน่งสำคัญที่ใคร ๆ ต่างหมายปองอย่างหวงเหมินซื่อหลางและอี้หลางนี้ หากไม่มีคนในราชสำนักช่วยเหลือ เกรงว่าจะได้มาโดยยาก

ซุนเจินนึกในใจว่า "หากได้ความช่วยเหลือจากโจโฉเล่า"

โจเท้ง(24)ผู้เป็นปู่ของโจโฉนั้นไม่ต้องเอ่ยถึง เพียงกล่าวถึงโจโก๋(25)บิดาของเขา ก็ดำรงตำแหน่งสำคัญมีอำนาจจริงมาแล้ว ทั้งซือลี่เกียวซิ้ว ต้าซือหนง ต้าหงหลู(26) อีกทั้งมีบุญสัมพันธ์ที่โจเท้งทิ้งไว้ จึงมีอิทธิพลในราชสำนักยิ่งนัก หากได้ความช่วยเหลือจากโจโฉ จะให้ได้เป็นหวงเหมินซื่อหลางหรืออี้หลางสักตำแหน่ง ก็มิใช่เรื่องง่ายดายดอกหรือ

คิดมาถึงตรงนี้ ครั้นมองโจโฉอีกครั้ง แววตาของซุนเจินก็มิเหมือนเดิม

เมื่อแรกพบโจโฉ เขามีความสงสัยใคร่รู้ในตัวโจโฉเป็นส่วนมาก รู้สึกว่าผู้นี้ทั้งคุ้นเคยทั้งแปลกหน้า คุ้นเคยเพราะสิ่งที่รู้มาแต่ชาติก่อน แปลกหน้าเพราะโจโฉตรงหน้าดูจะผิดแผกไปมากจากที่รู้มาแต่ชาติก่อน บัดนี้มองโจโฉอีกครั้ง ก็มิใช่แปลกหน้า ทั้งมิใช่คุ้นเคย หากเป็นบันไดขั้นหนึ่งที่อาจอาศัยไต่ขึ้นได้ เมื่อมีความคิดเช่นนี้แล้ว เขาก็ปรับใจในทันที ค่อย ๆ เข้าผูกไมตรีกับโจโฉอย่างแยบยลโดยมิให้ออกนอกหน้า

ทั้งสองสนทนากันไปตามทาง ต่างมีใจมุ่งจะผูกไมตรีกับอีกฝ่าย ยิ่งคุยยิ่งเข้ากันได้ดี ไม่ทันรู้ตัว ราตรีก็ใกล้สิ้น ฟากตะวันออกจวนสว่าง

โจโฉหัวเราะแล้วว่า "เจินจือ ฟ้าใกล้สว่างแล้ว ตามคำสั่งของท่านแม่ทัพฮองฮู ห้ามเจ้ากับข้าเดินทัพในเวลากลางวัน เราหาที่ตั้งค่ายพักเอาข้างหน้านี้เถิด เห็นเป็นอย่างไร"

ผ่านการเดินทัพและสนทนากันมาค่อนคืน โจโฉก็เริ่มเรียกซุนเจินด้วยชื่อรองแล้ว

ซุนเจินหัวเราะแล้วว่า "แล้วแต่ท่านตูเว่ยเถิด"

เดินไปอีกสองลี้ ริมทางมีหมู่บ้านตำบลหนึ่ง ชาวบ้านหนีไปเสียมาก เหลือไว้แต่คนแก่เฒ่าอ่อนแอและหญิงเด็กบ้าง จึงตั้งค่ายพักผ่อน ณ หมู่บ้านนี้

พักผ่อนอยู่หนึ่งวัน ครั้นยามเย็น ซุนเจินสั่งจัดทัพ เตรียมเดินทัพต่อ แต่ไม่เห็นโจโฉออกมา รู้สึกแปลกใจอยู่ จึงพาเฉิงเยี่ยนกับทหารองครักษ์สองสามคนไปยังที่พักของโจโฉ

โจโฉพักอยู่ในลานบ้านของคหบดีผู้หนึ่งในหมู่บ้านนี้ ซุนเจินเข้าไปในลาน องครักษ์ของโจโฉขอให้เขารอสักครู่ กล่าวว่า "ท่านตูเว่ยกำลังอ่านหนังสืออยู่ในเรือน"

"อ่านหนังสือหรือ"

"ขอรับ ท่านซุนอาจยังไม่ทราบ ท่านตูเว่ยของข้าน้อยชอบอ่านหนังสือยิ่งนัก ยามปกติไม่ว่าจะยุ่งเพียงใด ทุกวันต้องอ่านหนังสือเป็นแน่ คราวคุมทัพออกศึกนี้ก็ยังหนังสือไม่ห่างมือ ขอท่านซุนรอสักครู่ ข้าน้อยจะเข้าไปแจ้งให้ทราบก่อน"

องครักษ์ผู้นี้เข้าไปแจ้งในเรือน

ครู่เดียว โจโฉก็คลุมเสื้อออกมา ในมือถือหนังสือม้วนหนึ่ง หัวเราะแล้วว่า "อ้อ มัวแต่อ่านหนังสือ ลืมเวลาเสียสนิท ไม่ทันสังเกตว่าฟ้าค่ำเสียแล้ว มิน่าข้าจึงว่าตัวอักษรในหนังสือนี้ยิ่งอ่านยิ่งมองไม่ชัด ฮ่า ๆ"

"ท่านตูเว่ยอ่านหนังสืออะไรอยู่ ถึงเพลินนัก"

โจโฉชูหนังสือในมือขึ้น หัวเราะแล้วว่า "ตำราซุนจื่อ คนโบราณว่า 'หิวน้ำจึงขุดบ่อ จะรบจึงหล่อปลายหอก มิช้าไปดอกหรือ' ข้าวันนี้จวนศึกจึงคลี่ตำราอ่านท่องซุนจื่อ แม้จะช้าไปบ้าง ก็ยังดีกว่าไม่อ่าน ฉะนั้นคนโบราณจึงว่าอีกว่า 'เห็นกระต่ายจึงหันไปเรียกสุนัข ยังไม่สายไป แกะหายแล้วจึงซ่อมคอก ก็ยังไม่ช้าไป'"

ซุนเจินหัวเราะแล้วว่า "ท่านตูเว่ยช่างถ่อมตนนัก ฟ้าค่ำแล้ว พวกเราออกเดินทางกันเถิด"

"ดี เจ้าคอยข้าครู่หนึ่ง ให้ข้าสวมถุงเท้าก่อน" โจโฉชี้มือลงข้างล่าง ยื่นเท้าออกมาจากในรองเท้า ที่แท้เท้าเปล่ามิได้สวมถุงเท้า

ซุนเจินเคยพบขุนนางและบัณฑิตมามาก ที่ออกมาต้อนรับแขกโดยสวมแต่รองเท้ามิได้สวมถุงเท้านั้น โจโฉเป็นคนแรก เขายิ้มน้อย ๆ แล้วว่า "ดีแล้ว"

ครั้นโจโฉแต่งกายเรียบร้อย สั่งนายกองในบังคับรวมพลขึ้นแล้ว ราตรีก็มาเยือน

ทั้งสองคุมทัพออกจากหมู่บ้าน เดินทางต่อไป เร่งเดินทั้งคืน จวนฟ้าสางก็ไปถึงจุดข้ามน้ำตามกำหนด ครั้นข้ามน้ำแล้ว เดินต่อไปอีกหลายลี้ เลือกที่กำบังตั้งค่ายลง ณ ที่นั้น ตามคำสั่งของฮองฮูสง เว่ยเกียวซิ้วน่าจะลงมือล่อให้ปอไซส่งทหารข้ามน้ำไปช่วยคุนเอี๋ยงอีกครั้งแล้ว คุนเอี๋ยงก็ใกล้จะรักษาไว้มิได้แล้ว หากคะเนไม่ผิด ปอไซหากหลงกลก็น่าจะส่งทหารข้ามน้ำมาในไม่ช้า

ทั้งสองสั่งกำชับพลในบังคับมิให้ออกนอกค่าย มิให้ก่อไฟ มิให้ส่งเสียงเอ็ดอึง หลบซ่อนอยู่ในที่ตั้งค่าย ส่งม้าสอดแนมไปยังฝั่งหลี่สุ่ยเพื่อสืบข่าว คอยฟังข่าวจากเว่ยเกียวซิ้วอยู่อย่างสงบ

ครั้นถึงยามเย็น ม้าสอดแนมก็รีบรุดกลับมา พร้อมกันนั้นยังมีคำสั่งของฮองฮูสงมาถึงด้วย

โจโฉและซุนเจินฟังคำกราบเรียนของม้าสอดแนมและคำสั่งจบ ก็เหลียวมองหน้ากัน

เป็นไปตามที่พวกเขาคาดไว้จริง ปอไซหลงกลแล้วจริง ในเที่ยงวันนี้ได้ส่งทหารห้าพันข้ามน้ำมาช่วยคุนเอี๋ยงเป็นครั้งที่สาม มาถึงตรงนี้เป็นไปตามแผนของฮองฮูสง แต่ต่อจากนั้นกลับคลาดเคลื่อนจากแผนเดิม เว่ยเกียวซิ้วที่แสร้งแพ้กลับกลายเป็นแพ้จริง หากมิใช่จูฮีพลิกกระแสกลับได้ทันท่วงที เกรงว่าเว่ยเกียวซิ้วจะถึงคราวพินาศทั้งทัพ ถึงกระนั้นพลในบังคับเขาก็บาดเจ็บล้มตายไปเกือบพัน ที่เหลือส่วนมากก็แตกกระเจิง ในระยะสั้นนี้ไม่อาจมาสมทบกับโจโฉและซุนเจินได้แล้ว

ฮองฮูสงกล่าวในคำสั่งว่า "ทหารของปอไซที่ข้ามน้ำมาถูกท่านแม่ทัพจูตีแตกพ่ายสิ้น ปอไซต้องตกใจกับเหตุนี้ น่าจะทิ้งเมืองหนีลงใต้ในทันที อย่าได้ปล่อยให้มันหนีไปเป็นอันขาด ท่านทั้งสองจงรีบคุมพลในบังคับยกล่วงหน้าไปยังอู่หยาง หากปอไซทิ้งเมืองหนี ก็ให้เข้าตีในทันที ข้าได้สั่งให้เว่ยเกียวซิ้วรวบรวมพลที่แตกพ่ายให้เร็วที่สุด แล้วรีบไปสมทบกับท่านทั้งสอง"

นายทัพนายกองในบังคับโจโฉและซุนเจินได้ฟังคำสั่งแล้ว ส่วนมากหน้านิ่วคิ้วขมวด บ้างกล่าวว่า "พวกเรารวมกันมีเพียงห้าพัน ปอไซยังมีเกือบหมื่นห้าพัน พวกเราจะหน่วงเหนี่ยวมันไว้ได้อย่างไร หากมันยกออกจากเมืองจริง ด้วยกำลังเพียงเท่านี้ของพวกเรา เกรงว่าจะสกัดไว้มิได้"

ซุนเจินนึกในใจว่า "การคิดของคนสู้ฟ้าลิขิตมิได้ อุบายของท่านแม่ทัพฮองฮูครั้งนี้อาจกล่าวได้ว่าได้คำนึงถึงเหตุต่าง ๆ ที่อาจเกิดขึ้นไว้ครบถ้วนแล้ว แต่ไม่คาดเลยว่าเว่ยเกียวซิ้วจะแสร้งแพ้กลายเป็นแพ้จริง"

คราวก่อนตอนที่ซุนเจินข้ามแม่น้ำยี (หรู่สุ่ย แม่น้ำสายสำคัญในภาคกลาง)ไปล่อปอไซและเหอมั่นนั้น ซุนฮิวและซีจื้อไฉเคยถกกับเขาว่าควรส่งผู้ใดไปทำหน้าที่ "นายทัพแสร้งแพ้" การแสร้งแพ้นั้นมิใช่เรื่องง่ายจริง แต่เว่ยเกียวซิ้วเป็นนายทัพชั้นสูงศักดิ์เทียบสองพันสือ กองเยว่ฉีในบังคับก็เป็นทหารรักษาพระองค์ เป็นกองรบในที่โล่งชั้นเอกของราชวงศ์ปัจจุบัน ว่าตามเหตุผลแล้ว จะรับมือกบฏโพกผ้าเหลืองอย่าง "ฝูงชนมั่วสุม" เช่นนี้ควรเป็นเรื่องง่ายดายมาก ถึงจะแสร้งแพ้คะเนก็ไม่ยาก แต่ไม่คาดเลยว่าเขากลับกลายเป็นแพ้จริง สิ่งนี้ทำให้ซุนเจินอดสงสัยในความสามารถในการบังคับบัญชาของเว่ยเกียวซิ้วและกำลังรบของกองเยว่ฉีมิได้

ความสงสัยของเขาถูกต้องแล้ว ห้ากองทัพเหนือ(27)ในเวลานี้มิใช่ห้ากองทัพเหนือที่มีความชอบในการรบลือลั่นเหมือนแต่ก่อนเสียแล้ว พลห้ากองทัพเหนือในสมัยก่อนล้วนเป็นผู้กล้าที่คัดเลือกเกณฑ์มา แต่ห้ากองทัพเหนือในเวลานี้ผุพังเสื่อมโทรมเสียจนสุดประมาณ ราชสำนักถึงกับซื้อขายตำแหน่งพลห้ากองทัพเหนือกันหลายครั้ง มีเงินก็เข้าไปเป็นพลในกองได้ ทัพเช่นนี้จะมีกำลังรบเข้มแข็งได้แต่ที่ไหน ความจริงคราวก่อนที่ช่วยซุนเกี๊ยน ซุนเจินก็ควรมองเห็นเค้าลางแล้ว ครั้งนั้นเขาเห็นที่ริมฝั่งน้ำมีพลม้ากองเยว่ฉีบางคนข้ามน้ำมิสำเร็จ เนื้อตัวเปื้อนโคลนทั้งตัว ซุนเกี๊ยนกับซุนเจินข้ามน้ำได้สำเร็จ แต่กองเยว่ฉีกลับข้ามน้ำมิได้ หากเป็นทหารชั้นเอกจริงไฉนจะเป็นเช่นนี้ เพียงแต่ชื่อเสียงของห้ากองทัพเหนือนั้นใหญ่โตนัก ซุนเจินครั้งนั้นจึงนึกว่าเป็นเพราะโคลนใต้น้ำลึกไม่เอื้อแก่การควบม้า มิได้คิดเลยเถิดไป

เว่ยเกียวซิ้วพ่ายศึก ในระยะสั้นนี้ไม่อาจมาสมทบกับซุนเจินและโจโฉได้ แม้ว่าพลในบังคับซุนเจินและโจโฉมีไม่ถึงห้าพัน จะใช้พลไม่ถึงห้าพันนี้หน่วงเหนี่ยวพลหมื่นห้าพันของปอไซนั้นยากนักหนา แต่คำสั่งทัพหนักดั่งภูเขาถล่ม ในเมื่อฮองฮูสงออกคำสั่งนี้แล้ว ก็ไม่มีช่องให้ต่อรองได้

โจโฉขมวดคิ้วถามซุนเจินว่า "เจินจือ ท่านเห็นเป็นอย่างไร"

ซุนเจินในใจก็ไม่มั่นใจ แต่คำสั่งทัพจะไม่ปฏิบัติตามมิได้ เขาไม่อยากต้องแบกชื่อ "ขลาดศึก" ติดตัว จึงกล่าวว่า "ในเมื่อท่านแม่ทัพฮองฮูออกคำสั่งแล้ว พวกเราย่อมต้องปฏิบัติตาม"

โจโฉพยักหน้า กล่าวว่า "ข้าก็คิดเช่นนี้" ลุกขึ้นยืน กวาดสายตามองนายทัพนายกองทั้งปวง กำลังจะออกคำสั่งให้ยกไปอู่หยาง ซีจื้อไฉก็เอ่ยขัดขึ้นทันใดว่า "ท่านตูเว่ยรอก่อน"

"ท่านซีมีถ้อยคำอันใดจะกล่าว"

"ข้ามีอุบายหนึ่ง อาจคลายความยากนี้ได้"

โจโฉดีใจยิ่ง ถามว่า "อุบายใดเล่า"

ซีจื้อไฉตอบว่า "ที่ท่านทั้งหลายกังวลนั้น ไม่พ้นเป็นห่วงว่าพลเรามีน้อย เกรงสกัดปอไซมิให้ทิ้งเมืองหนีลงใต้มิได้ หากพวกเราทำให้ปอไซเข้าใจผิดว่าพวกเรามีพลมาก จะเป็นเช่นไร"

มีนายทัพคนหนึ่งตอบว่า "มันเห็นพวกเรามีพลมาก ก็ย่อมไม่กล้าทิ้งเมืองหนีลงใต้เอง"

นายทัพนายกองต่างกังวลว่าปอไซจะทิ้งเมืองฝ่าวงหนี หากข่มขวัญมันได้ ทำให้มันไม่กล้าทิ้งเมืองฝ่าวง ความกังวลของเหล่านายทัพก็ย่อมหมดไปด้วย

ซีจื้อไฉกล่าวว่า "ข้ามีอุบายหนึ่ง อาจทำให้ปอไซเข้าใจว่าพวกเรามีพลมาก"

"อุบายใดเล่า"

"แต่ก่อนซุนปิน(28)ลดเตาหุงข้าว วันนี้พวกเราอาจ 'เพิ่มเตาหุงข้าว' บ้าง"

ในหมู่นายทัพยังมีผู้ไม่เข้าใจ ถามด้วยความฉงนว่า "เพิ่มเตาหุงข้าวหรือ"

ซุนเจินและโจโฉเข้าใจความหมายของซีจื้อไฉแล้ว โจโฉดีใจยิ่ง กล่าวว่า "อุบายดีแท้ ความหมายของท่านซีคือจะให้พวกเราลวงทำเป็นกำลังใหญ่ใช่หรือไม่"

"เป็นเช่นนั้น"

มีผู้ถามว่า "จะลวงทำเป็นกำลังใหญ่อย่างไร"

"ไปอู่หยางครั้งนี้ พวกเราอาจปักธงให้มากเข้า นี่ประการหนึ่ง ครั้นถึงใต้กำแพงอู่หยางแล้ว ส่งพลฉกรรจ์ผู้กล้าไปใต้กำแพงสำแดงแสนยานุภาพ ทำให้ปอไซแยกแยะความจริงเท็จของทัพเรามิได้ นี่ประการที่สอง รอจนค่ำคืนแล้ว อาจแบ่งพลเป็นสองส่วน ส่วนหนึ่งจุดไฟสว่างไสวตั้งค่ายนอกเมือง อีกส่วนหนึ่งลอบเดินวกไปยังหลี่สุ่ย ฉวยความมืดข้ามน้ำไป รอรุ่งเช้าวันพรุ่งจึงข้ามน้ำกลับมา ทำทีเป็นกองหนุนที่มาจากคุนเอี๋ยง นี่ประการที่สาม"

ซุนเจินและโจโฉดีใจกล่าวว่า "อุบายดีนัก"

ทั้งสองมองหน้ากัน ตัดสินใจแล้ว โจโฉสั่งว่า "ก็ให้ทำตามอุบายนี้เถิด"

ที่ตั้งค่ายของพวกเขาห่างจากอู่หยางหลายสิบลี้ เรื่องนี้ช้ามิได้ เพื่อป้องกันปอไซหนีไป ซุนเจินและโจโฉจึงสั่งให้ทั้งทัพถอนค่ายเร่งเดินในทันที อีกทั้งคัดเอาม้าในกองทัพทั้งหมดออกมา จัดเป็นกองทหารม้าห้าร้อยคน สั่งให้ยกไปอู่หยางก่อน สั่งว่า "ครั้นไปถึงนอกเมืองอู่หยางแล้ว หากเห็นปอไซหนี ให้เข้าตีก่อน ไม่ขอให้ฆ่าข้าศึก ขอเพียงหน่วงเหนี่ยวมันไว้ก็พอ"

ดังนั้น ทหารม้าจึงยกล่วงหน้า พลเดินเท้าตามไปข้างหลัง

เร่งม้าทั้งคืน รุ่งเช้าวันต่อมา ซุนเจินและโจโฉคุมพลกรีธาธงทิวอย่างเอิกเกริกไปถึงนอกเมืองอู่หยาง ทหารม้าที่ยกมาถึงก่อนเข้ามาแจ้งว่า เมื่อคืนปอไซมิได้ออกจากเมือง

ตามอุบายของซีจื้อไฉ โจโฉและซุนเจินสั่งให้พลตั้งค่ายไปพลาง คัดพลกล้าหลายร้อยคน สมทบกับทหารม้าห้าร้อยนี้ ไปสำแดงแสนยานุภาพใต้กำแพงอู่หยาง ตะโกนเข้าไปในเมืองว่า "อู่หยางใกล้แตกแล้ว ทหารที่พวกเจ้าส่งข้ามน้ำไปช่วยถูกฆ่าสิ้นแล้ว ทัพใหญ่ของเราหลายหมื่นอยู่ที่นี่ พวกเจ้ายังไม่รีบมอบเมืองยอมแพ้อีกหรือ"

ปอไซได้ฟังพลรักษาเมืองรีบมาแจ้ง ก็สวมเกราะขึ้นกำแพง ทอดสายตามองดูทัพของซุนเจินและโจโฉ

สองฝ่ายห่างกันสี่ห้าลี้ มองสภาพแน่ชัดมิได้ เห็นแต่ธงทิวปลิวสะบัดนับไม่ถ้วน จากธงทิวและฝุ่นตลบ คะเนว่าคงไม่น้อยกว่าหมื่น สามครั้งที่ช่วยคุนเอี๋ยงมิสำเร็จ พลที่ส่งไปเมื่อวานยังถูกฆ่าสิ้น เรื่องนี้ก็ทำให้ปอไซไม่สบายใจอยู่แล้ว วันนี้ยังเห็นนอกเมืองมีข้าศึกมาถึงเป็นหมื่น ยิ่งหวาดกลัวหนักขึ้น

ในหมู่นายทัพคนซ้ายขวาที่ติดตามอยู่ มีผู้หนึ่งกล่าวด้วยเสียงร้อนรนว่า "ซือเบื้องบน(29) ทหารที่เราส่งไปช่วยคุนเอี๋ยงถูกพวกฮั่นฆ่าสิ้นแล้ว นอกคุนเอี๋ยงไม่มีกองหนุน รักษาไว้มิได้แล้ว เกรงว่าอีกไม่ช้าทัพหลักของพวกฮั่นก็จะมาถึง พวกเราต้องรีบฝ่าวงหนีแต่เนิ่น ๆ เถิด"

อีกผู้หนึ่งชี้ออกไปนอกเมืองกล่าวว่า "นอกเมืองมีกบฏชั่วมาถึงเป็นหมื่นแล้ว ดูพลเดินเท้าและพลม้าพันเศษที่ควบม้าอยู่ใต้กำแพงนั่นเถิด ล้วนสวมเกราะดีทุกคน ศัสตราวุธของทัพเราสู้มันมิได้เลย รักษาเมืองยังพอไหว แต่จะออกรบในที่โล่งย่อมยากจะต้านทาน จะฝ่าวงหนีออกไปได้อย่างไร"

สองความเห็นโต้แย้งกันไม่ลงรอย ปอไซลังเลตัดสินใจมิได้

มันออกจะเสียดายอยู่ในใจ ว่าแต่แรกเหตุใดจึงเสียดายพลหลายหมื่นที่คุนเอี๋ยง มิยอมลงใต้แต่เนิ่น ๆ เล่า

มันแค้นใจตนเองในที่ลับ นึกว่า "รู้อย่างนี้น่าจะทิ้งคุนเอี๋ยง รีบไปยีหลำเสียแต่แรก" แต่บัดนี้แม้เสียใจก็สายไปแล้ว เวลานี้ควรทำฉันใด จะฝ่าวงหนีในทันทีหรือจะรักษาเมืองมั่นไว้ จนกระทั่งย่ำค่ำ มันก็ยังตัดสินใจมิได้ เช้าวันรุ่งขึ้น มีผู้มาแจ้งด่วนอีกว่า "เรียน ซือเบื้องบน นอกเมืองมีกบฏฮั่นมาถึงอีกหลายพัน" ปอไซตกใจจนหน้าซีด ขึ้นกำแพงมองดูอีกครั้ง เห็นจากทางหลี่สุ่ยมีทัพฮั่นหลายพันยกมา

เดิมพลที่อยู่ใต้กำแพงก็มีเป็นหมื่นอยู่แล้ว คราวนี้ยังมาอีกหลายพัน รวมกันเข้าก็เป็นหมื่นเศษ พอ ๆ กับกำลังที่ปอไซมีอยู่ในมือทีเดียว ปอไซรู้ดีว่าพลในบังคับมันไม่ถนัดการรบในที่โล่ง หากกำลังตนมากเป็นสองเท่าของข้าศึก ยังพอจะลองฝ่าวงดูได้ บัดนี้กำลังข้าศึกกับเราพอ ๆ กัน หากออกจากเมืองรบในที่โล่งย่อมมิใช่คู่ต่อสู้ของทัพฮั่นแน่ เมื่อเป็นเช่นนี้ มันจึงดับความคิดที่จะฝ่าวง ตัดสินใจว่า รักษาอู่หยางไว้ให้ตาย

ปอไซในเมืองร้อนใจ ซุนเจินกับโจโฉนอกเมืองก็ร้อนใจยิ่งเช่นกัน

ทัพที่มาถึงในเช้าวันนี้คือกองของโจโฉ เมื่อคืนเขาคุมพลในบังคับลอบไปยังฝั่งหลี่สุ่ย เช้านี้จึงวกกลับมา แม้อุบายของซีจื้อไฉจะได้ผล ตั้งแต่เมื่อวานจนถึงเช้านี้ กบฏโพกผ้าเหลืองในเมืองอู่หยางไม่เคลื่อนไหวผิดปกติ ไม่มีทีท่าจะออกเมืองฝ่าวง แต่ก็ยังไม่แน่ว่าปอไซจะกระโจนกำแพงอย่างสุนัขจนตรอก ทุ่มเดิมพันครั้งสุดท้าย หากปอไซฝ่าวงออกมาจริง พวกเขามีพลสี่ห้าพัน ต่อกรกับมันที่มีเกือบหมื่นห้าพัน ยังไม่ต้องเอ่ยถึงว่าโอกาสชนะจะมากน้อยเพียงใด ถึงชนะการสูญเสียก็ต้องไม่น้อยแน่ โจโฉยังพอว่า แต่ซุนเจินไม่อยากรบศึกนี้เอาเสียจริง เขามีกำลังพื้นเดิมเพียงสองสามพันเท่านี้ ไฉนจะยอมให้ย่อยยับ ณ ที่นี้

เพราะความร้อนใจ ซุนเจินกับโจโฉสองวันนี้ก็มิได้สนทนากันเล่นอีก พอพบหน้ากันก็พูดแต่เรื่องการศึก ในที่สุด บ่ายวันต่อมา ก็คอยจนข่าวศึกจากคุนเอี๋ยงมาถึง

โจโฉมีศักดิ์สูงกว่า จึงดูข่าวศึกก่อน ดูจบก็ดีใจยิ่ง กล่าวแก่ซุนเจินว่า "เช้านี้ ทัพเราตีคุนเอี๋ยงคืนได้แล้ว"

เวลาที่ตีคุนเอี๋ยงแตกช้ากว่าที่ฮองฮูสงคาดไว้สองวัน

ซุนเจินรับข่าวศึกมา ดูแล้วจึงรู้ว่าเหตุใดจึงช้าไปสองวัน ที่แท้ตั้งแต่สองวันก่อน ตามที่ฮองฮูสงคาดไว้ คุนเอี๋ยงก็รักษาไว้ไม่อยู่แล้ว เหอมั่นขอยอมแพ้ แต่กลับถูกจูฮีปฏิเสธ จูฮีไม่ยอมรับการยอมแพ้ เหอมั่นจนตรอกหมดทางไป จำต้องรักษาเมืองไว้จนตาย รบพุ่งนองเลือดอีกสองวันจึงตีคุนเอี๋ยงแตกได้ ซุนเกี๊ยนปีนกำแพงขึ้นก่อนใคร เป็นคนแรกที่ขึ้นถึงกำแพงเมืองบุกเข้าเมืองได้

โจโฉและซุนเจินซักถามผู้ส่งข่าวศึกที่มาโดยละเอียด ถามถึงเหตุการณ์ตอนตีเมืองแตกแล้ว โจโฉถามว่า "ในเมื่อกบฏคุนเอี๋ยงขอยอมแพ้ตั้งแต่สองวันก่อน เหตุใดท่านแม่ทัพจูจึงไม่รับ"

หากมิใช่เพราะจูฮียืนกรานไม่ยอมรับการยอมแพ้ ซุนเจินกับโจโฉก็ไม่ต้องระทึกใจอยู่นอกเมืองอู่หยางสองวันนี้

ผู้ส่งข่าวตอบว่า "วันที่เหอมั่นขอยอมแพ้ ก็มีนายทัพมาทัดทานท่านแม่ทัพจู ยกเรื่องครั้งศึกฉินกับฉู่ที่ฮั่นเกาจู่รับการยอมแพ้มาเป็นเยี่ยงอย่างชวนให้ท่านแม่ทัพจูรับการยอมแพ้ของเหอมั่น แต่ท่านแม่ทัพจูเห็นว่า 'การศึกนั้นมีที่รูปการณ์เหมือนกันแต่ท่วงทีต่างกัน ครั้งศึกฉินฉู่นั้น ราษฎรไร้นายที่แน่นอน จึงให้รางวัลแก่ผู้มาสวามิภักดิ์เพื่อชักจูงผู้คนให้มาเข้าด้วย แต่บัดนี้แผ่นดินรวมเป็นหนึ่งแล้ว มีแต่โพกผ้าเหลืองก่อกบฏ การรับยอมแพ้มิอาจชักจูงให้ทำดี การปราบปรามจึงพอจะลงโทษความชั่ว หากบัดนี้รับมันไว้ ยิ่งจะเปิดทางให้คิดกบฏ ได้ทีก็รุกรบ เพลี่ยงพล้ำก็ขอยอมแพ้ เท่ากับปล่อยข้าศึกบ่มเพาะโจร หาใช่อุบายอันดีไม่' ฉะนั้นจึงไม่ยอมรับการยอมแพ้ของเหอมั่น"

โจโฉเงียบไป มิได้ถามต่อ พลันถามขึ้นอีกประโยคหนึ่งว่า "กบฏหลายหมื่นในเมืองคุนเอี๋ยง ไม่ทราบว่าท่านแม่ทัพทั้งสองคิดจะจัดการอย่างไร"

"ฆ่าเสียสิ้นแล้ว"

โจโฉเกือบทำข่าวศึกในมือหลุดร่วง ผงะลุกขึ้นนั่งตัวตรงโดยพลัน ถามดั่งมิเชื่อว่า "ฆ่าเสียสิ้นแล้วหรือ"

"ขอรับ"

"มิได้เหลือไว้สักคนหรือ"

"ขอรับ"

"การฆ่าเชลยเป็นอัปมงคล ไม่มีใครทัดทานท่านแม่ทัพทั้งสองหรือ"

"มีผู้ทัดทาน ว่าการฆ่าผู้ยอมแพ้เป็นอัปมงคล แต่ท่านแม่ทัพจูกล่าวว่า 'จะเมตตาราษฎรนั้นได้อยู่ ไฉนจะเมตตากบฏ' ท่านแม่ทัพฮองฮูเห็นด้วย ฉะนั้นจึงฆ่ากบฏเสียสิ้น"

"นี่ ……"

มิเพียงโจโฉตกใจ ซุนเจินก็สะเทือนใจยิ่งนัก ทั้งสองคนหนึ่งอยู่ที่นั่งประธาน อีกคนอยู่ที่นั่งข้าง เหลียวมองหน้ากัน ต่างนึกตรงกันโดยมิได้นัดหมายว่า "อู่หยางตียากเสียแล้ว"

## เชิงอรรถ

(1) ฉีตูเว่ย — นายกองทหารม้า ตำแหน่งฝ่ายทหารระดับสูง ศักดิ์เทียบสองพันสือ คุมกองทหารม้า โจโฉดำรงตำแหน่งนี้เมื่อแรกออกศึกปราบโพกผ้าเหลือง

(2) เว่ยเกียวซิ้ว — เกียวซิ้ว (นายกอง) แซ่เว่ย เป็นนายกองกองเยว่ฉี (กองทหารม้าชั้นยอด หนึ่งในห้ากองทัพเหนือ) ร่วมกับจูฮีตีสกัดกองหน้าของปอไซ เรียกตามสมญาว่าท่านเว่ย

(3) เปี๋ยปู้ซือหม่า — ตำแหน่งซือหม่าคุมกองแยกออกไปต่างหาก เป็นกองพลอิสระนอกอัตรา มีอำนาจบัญชากองของตนเข้ารบกับข้าศึกได้เอง ศักดิ์เทียบพันสือ

(4) ซุนชิง — คือซุนเขวี่ยง ปราชญ์สำนักหยู (สำนักขงจื๊อ) ยุครณรัฐ ผู้แต่งตำราซุนจื่อ ต้นตระกูลซุน คนยุคหลังเรียกท่านว่าซุนชิงด้วยความยกย่อง

(5) ซุนอู๋ — นามเรียกควบยอดนักพิชัยสงครามสองคน คือซุนจื่อ (ซุนหวู่) ผู้แต่งตำราพิชัยสงครามซุนจื่อ กับอู๋ฉี่ ผู้แต่งตำราอู๋จื่อ ทั้งสองเป็นปรมาจารย์พิชัยสงคราม มักเอ่ยชื่อควบกัน

(6) กัวก๋งจิก — ก๋งจิกเป็นชื่อรองของกุยโต๋ ที่ปรึกษาของอ้วนเสี้ยวในภายหลัง

(7) ซินจั่วจื้อ — จั่วจื้อเป็นชื่อรองของซินผี บัณฑิตเด่นตระกูลซินแห่งเอี้ยงเต๊ก

(8) เจ่าเสี้ยวอิ่ว — เสี้ยวอิ่วเป็นชื่อรองของเจ่าจือ บัณฑิตหนุ่มแห่งเอี้ยงเต๊ก ภายหลังวางแบบแผนการทำนาหลวงให้โจโฉ

(9) ฉุนหยูจ้งเจี่ยน — จ้งเจี่ยนเป็นชื่อรองของอิเขง บัณฑิตตระกูลฉุนหยูแห่งเอี้ยงเต๊ก

(10) เจ้าเหยี่ยน — กุมารตระกูลเจ้าแห่งเอี้ยงเต๊ก ปราดเปรื่องตั้งแต่เยาว์ ได้รับยกย่องว่าเป็นยอดกตัญญู ภายหลังเป็นขุนนางเด่นวุยก๊ก

(11) ฝานชิน — บัณฑิตหนุ่มแห่งเอี้ยงเต๊ก เยาว์วัยก็มีชื่อด้านอักษรศาสตร์

(12) อำเภอเจียวแคว้นเพ่ยกั๋ว — บ้านเกิดของโจโฉ อำเภอเจียวขึ้นกับแคว้นเพ่ยกั๋ว

(13) กวานจง — อัครมหาเสนาบดีผู้ปรีชาแห่งแคว้นฉีสมัยชุนชิว ช่วยฉีหวนกงครองความเป็นใหญ่เหนือเจ้านครรัฐทั้งปวง

(14) ซือหม่าซุน — หมายถึงซุนเกี๊ยน ซึ่งดำรงตำแหน่งซือหม่า (นายทหารบังคับการ) ใต้บัญชาจูฮีในศึกปราบโพกผ้าเหลือง

(15) เตียวต๋ง — หนึ่งในขันทีผู้ทรงอำนาจปลายยุคฮั่น ดำรงตำแหน่งจงฉางสื้อ (มหาดเล็กชั้นใน)

(16) เสิ่งเน่ย — (เชิงอรรถผู้เขียน) ชัวหยงว่าไว้ เดิมคือ "จิ้นจง" คือเขตหวงห้ามในวัง ประตูมีข้อห้าม ผู้มิใช่ขุนนางถวายปรนนิบัติเข้ามิได้ตามอำเภอใจ เหตุที่พระบิดาของพระนางเซี่ยวหยวนฮองเฮาทรงพระนามว่าจิ้น จึงเลี่ยงเรียกเป็น "เสิ่งจง" เสิ่งเน่ยก็คือจิ้นจง อยู่ในพระราชวัง เป็นที่ราชาประทับอยู่ตามปกติ จะเข้าเสิ่งต้องผ่านเข้าวังก่อน จากประตูวังถึงประตูเสิ่งยังมีระยะห่างไกลพอควร "เสิ่ง" กับ "วัง" รวมกันเรียก "กงเสิ่ง" แบบแผนกงเสิ่งนี้ดูเหมือนมีมาแต่ครั้งก่อนราชวงศ์ฉินแล้ว

(17) เปิ๋นชู / เหอ เตียวเมา งอฉยง — เปิ๋นชูเป็นชื่อรองของอ้วนเสี้ยว ส่วนเหอ เตียวเมา งอฉยง เป็นวีรชนร่วมสมัยที่โจโฉคบหาผูกไมตรีด้วย

(18) ตั่งกู้ — คดีเนรเทศและห้ามรับราชการของบัณฑิตขุนนางที่ต่อต้านขันที กินเวลายาวนานสิบกว่าปีปลายราชวงศ์ฮั่นตะวันออก

(19) จวิ้นเฉิง — รองเจ้าเมืองหัวเมือง ขุนนางผู้ช่วยเจ้าเมืองในงานบริหารหัวเมือง

(20) เซี่ยนเฉิง — รองนายอำเภอ ขุนนางผู้ช่วยนายอำเภอในงานบริหารอำเภอ

(21) เซี่ยนเว่ย — นายอำเภอฝ่ายทหาร ดูแลการปราบปรามโจรและความสงบในอำเภอ

(22) หลาง — ขุนนางสำนักหลางในพระนคร แบ่งเป็นหลายสำนัก ทำหน้าที่ถวายอารักขาและเป็นขุนนางสำรอง เป็นบันไดสู่ตำแหน่งสูง

(23) ฮั่นหลิน — สำนักนักปราชญ์ใกล้ชิดราชสำนักในชั้นหลัง อ้างเปรียบฐานะของผู้เป็นหลาง

(24) โจเท้ง — ขันทีผู้ใหญ่ ปู่บุญธรรมของโจโฉ รากฐานอำนาจของตระกูลโจ

(25) โจโก๋ — บิดาของโจโฉ ดำรงตำแหน่งขุนนางชั้นสูงหลายตำแหน่ง

(26) ซือลี่เกียวซิ้ว / ต้าซือหนง / ต้าหงหลู — ซือลี่เกียวซิ้วคือผู้ตรวจราชการใหญ่ประจำเมืองหลวง มีอำนาจจับกุมขุนนาง ต้าซือหนงคือเสนาบดีดูแลการคลังและเสบียงหลวง ต้าหงหลูคือหนึ่งในเก้าเสนาบดี ดูแลพิธีการต้อนรับทูตและเจ้าประเทศราช ทั้งสามเป็นตำแหน่งที่โจโก๋บิดาโจโฉเคยดำรง

(27) ห้ากองทัพเหนือ — (เชิงอรรถผู้เขียน) ฮั่นตะวันออกมิได้ใส่ใจปรับปรุงราชการทหาร พลห้ากองยามปกติไม่มีกิจทำ อยู่อย่างสุขสบาย "ห้ากองมีตำแหน่งเด่นแต่ว่างงาน อาคารกว้างขวาง ราชรถเครื่องแต่งกายงามตา ของประดิษฐ์ฟุ่มเฟือย จึงมักให้พระญาติวงศ์เข้าอยู่ในตำแหน่ง" ทั้งพลห้ากองก็ไร้กำลังรบ เพราะมีฐานะค่อนข้างดี นานเข้าจึงเกิดการสืบทอดจากพ่อสู่ลูก ครั้นปลายฮั่นตะวันออกยังมีการซื้อขายตำแหน่งเข้าเป็นพลในห้ากองด้วย ราชสำนักถึงกับเคยออกประกาศให้ขุนนางและราษฎรนำข้าวหรือเงินมาแลกบรรดาศักดิ์และตำแหน่งพลในกอง ทัพเช่นนี้จึงมีกำลังรบไม่เข้มแข็ง

(28) ซุนปิน — ปราชญ์พิชัยสงครามยุครณรัฐ ผู้แต่งตำราพิชัยสงคราม เคยใช้อุบายลดเตาหุงข้าวลวงข้าศึกว่ากำลังตนน้อยลงทุกวัน จนล่อให้ข้าศึกประมาทแล้วเข้าตีทำลายได้

(29) ซือเบื้องบน — สมญาเรียกผู้นำสูงสุดของกบฏโพกผ้าเหลือง ในที่นี้หมายถึงปอไซ

เนื้อหานี้ได้รับการคุ้มครอง ไม่อนุญาตให้พิมพ์ อ่านต่อได้ที่ BaoNovel.com
ดันขึ้นเพื่อไปตอนถัดไป