เล่าเปียวเอ่ยถามว่า “รับการสวามิภักดิ์ของเขาเลยหรือ?”
เก๊งเหลียงกล่าวว่า “นายท่าน ดังที่กระผมได้กราบเรียนไปก่อนหน้านี้ การรับการสวามิภักดิ์นั้น นำมาซึ่งผลประโยชน์สองประการ หนึ่งคือจะได้กำลังพลกุยกีกว่าหมื่นนาย สองคือจะได้ห้าอำเภอทางตะวันตกของเมืองน่ำเอี๋ยง หากเทียบผลได้ทั้งสองประการ ย่อมเป็นประการหลังที่ให้คุณประโยชน์แก่ท่านยิ่งกว่า ด้วยเหตุนี้ ตามความเห็นอันต่ำต้อยของกระผม สมควรรับการสวามิภักดิ์นั้นเสีย”
แต่ก่อนศึกจะเริ่มขึ้น ทางฝั่งซุนเจินเองก็ได้หารือกันถึงเรื่องที่ว่า หลังจากเสร็จศึกแล้วควรจะปฏิบัติต่อเล่าเปียวเช่นไร ในเวลาไล่เลี่ยกัน ทางฝ่ายเล่าเปียวก็ได้ถกเถียงถึงปัญหาในทำนองเดียวกัน นั่นคือ หลังศึกสงบควรจะปฏิบัติต่อซุนเจินเช่นไร
เล่าเปียวและเก๊งเหลียงล้วนมีความกังวลร่วมประการหนึ่ง นั่นคือ หากอ้วนสุดถูกกวาดล้างสิ้นซากแล้ว เขตแดนระหว่างซุนเจินกับเล่าเปียวก็จะไม่มีพื้นที่กันชนหลงเหลืออีกต่อไป พรมแดนของทั้งคู่จะจรดชิดติดต่อกัน ดังนั้นกลุ่มอำนาจที่ซุนเจินจะลงมือจัดการเป็นลำดับต่อไป ก็อาจจะเป็นกองกำลังตัดขาดปกครองตนเองของพวกตน
กล่าวอีกนัยหนึ่ง ความสัมพันธ์ 'พันธมิตร' ที่เล่าเปียวและซุนเจินร่วมลงนามสัญญากันมานานกว่าปีนั้น มีความเป็นไปได้สูงยิ่งที่จะถึงแก่การสิ้นสุดลงพร้อมกับความพินาศของอ้วนสุด และความสัมพันธ์ระหว่างทั้งสองฝ่าย ก็อาจเปลี่ยนไปเป็นปรปักษ์ต่อกันโดยแท้
เมื่อเป็นเช่นนี้แล้ว จะเตรียมรับมือต่อการเปลี่ยนแปลงนี้ และจัดการกับการเปลี่ยนแปลงนี้ได้เยี่ยงไรเล่า?
ผลสรุปจากการหารือของพวกเขาคือ สามารถรับมือได้จากสองแนวทาง
ด้านหนึ่งก็คือ หลังจากปราบอ้วนสุดสิ้นแล้ว เล่าเปียวต้องปฏิบัติต่อเล่าเหียบและราชสำนักด้วยความเคารพยำเกรง และต้องแสดงความจงรักภักดีต่อเล่าเหียบและราชสำนักให้มากที่สุด เพื่อให้ฝ่ายเล่าเปียว 'ไม่เสียอรรถธรรม' กล่าวอีกนัยหนึ่งคือ เพื่อมิให้ซุนเจินหาช่องโหว่ของเล่าเปียวพบ
